6 เคล็ดลับสร้างแบรนด์ให้แตกต่างด้วย Personal Branding
เมื่อพูดถึงกลยุทธ์การสร้าง Branding คือการสร้างมูลค่า สร้างความน่าเชื่อถือ ความผูกพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค นักการตลาดจึงให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะทำธุรกิจใด เมื่อมาลงเล่นในสนาม Digital Marketing การสร้างแบรนด์ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
Personal Branding หรือการสร้างแบรนด์บุคคล จึงเข้ามาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่นิยมมากที่สุดในยุคนี้ นั่นเพราะว่าความเข้าถึงง่าย วิธีการนำเสนอ ที่ดูมีความเป็นกันเองกว่าแบรนด์องค์กรในยุคก่อน แถมดูมีความแตกต่าง มีความเป็นตัวเองสูง ดูจริงใจไม่สร้างภาพการสร้าง Personal Branding จึงเป็นโอกาสของคนยุคใหม่ ที่ต้องการสร้างแบรนด์ที่ทรงพลังและอยากมีตัวตน สร้างฐานกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ และผู้ติดตามเป็นจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น
Personal Bradning หรือการสร้างแบรนด์บุคคล
การสร้างแบรนด์บุคคล หรือ Personal Branding คือการใช้บุคคลมาเป็นตัวแทนการสร้างภาพจำ โดยอาจมีภาพลักษณ์ที่บอกถึงความเป็นตัวตน (Character) ของแบรนด์ ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงเอกลักษณ์ จุดเด่นเฉพาะตัว เช่น สไตล์การแต่งตัว ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เทคนิคในการสื่อสาร รวมถึงการพูด แนวทางการใช้ชีวิต เป็นต้น
และหนึ่งในกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ตัวบุคคลก็คือ การทำ Persona เพื่อสำรวจตัวตน และสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ตัวบุคคล โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้อื่นรับรู้ถึงภาพลักษณ์ในแบบที่เรานำเสนอออกไป เพื่อสามารถกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ให้เห็นภาพ พร้อมตัวอย่างแบบชัดๆ
ความแตกต่างระหว่าง Personal Branding กับ Business Branding
- Personal Branding คือ การสร้างภาพลักษณ์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งอาจถูกสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานของคนคนนั้นจริงๆ เพื่อให้มีความแตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะ มักจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทำให้มีความยืดหยุ่นกว่า และอาจมีเสน่ห์มากกว่า
- Business Branding คือ การสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กรหรือธุรกิจ ที่มีกลยุทธ์และโครงสร้างเพื่อระดับองค์กร ทำให้มีความน่าเชื่อถือที่ค่อนข้างสูง
ความแตกต่างทั้งเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ ความน่าสนใจ มีเสน่ห์ และภาพรวมเหล่านี้เองที่ทำให้ความสำคัญของการสร้างแบรนด์ทั้ง 2 แบบนี้ คือ ต่างกันที่ กลุ่มเป้าหมาย หรือ Audience
รู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจคุณสามารถทำ Personal Branding ได้
1. งานที่คุณทำ ขายความสามารถ จากทีมงานหรือคุณโดยตรงหรือเปล่า
วิธีสังเกต คือ งานหรือธุรกิจคุณเป็นธุรกิจที่เป็นการขายความสามารถ ขายความรู้ ความเชี่ยวชาญแบบเฉพาะตัว เช่น



- ธุรกิจ Agency เช่น Digital Agency, Personal Assistant, Creative Agency
- ธุรกิจ Professtional Service เช่น นักบัญชี ศัลยแพทย์เฉพาะทาง ธุรกิจคลินิกความงาม
- ธุรกิจ Consult, Training เช่น ฟิตเนสเทรนเนอร์ Business Consult นักกฎหมาย นักการตลาด
2. คุณมีทักษะเชี่ยวชาญ มีไอเดีย คิดค้นกระบวนการเองหรือไม่
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นนักต่อยอดไอเดีย เป็นผู้สร้างกระบวนการ (Framework) ต่างๆ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ แล้วยังช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้แล้วละก็ คุณจะสามารถเล่าเรื่องราวเหล่านั้นออกมาได้อย่างไม่รู้จบ หลากหลายมิติเลยทีเดียว
ตัวอย่างเช่น พี่หมีฮาร์ดเซลล์ (ผมเอง) ที่เคยทำงานเป็น Art Director / Creative / Marketer มีประสบการณ์ทำงานทั้งในส่วนของงานออกแบบ งานคิดสร้างสรรค์ วางกลยุทธ์ งานโปรดักชั่น ฯลฯ ทำให้มีประสบการณ์ด้านนี้ รู้ถึงปัญหาและวิธีแก้ไขแบบรอบด้าน รู้ข้อดี ข้อเสียของอาชีพนี้ เข้าใจรายละเอียดภาพรวมของเนื้องานทั้งหมดในสายงาน ทำให้เวลาเล่าเรื่อง สร้างคอนเทนต์ต่างๆ จะสามารถเล่าในมุมมองของตัวเอง สภาพแวดล้อม เพื่อนร่วมงาน คนทำงาน ทำให้มีมุขการเล่าของตัวเองที่ประสบพบเจอด้วยตัวเอง คือการแชร์ประสบการณ์จริง ผ่านการทำงานอย่างหนึ่งนั่นเอง
3. คุณสามารถเล่าเรื่อง Storytelling ได้อย่างน่าสนใจ
หากคุณเป็นคนมีทักษะทางการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ชอบแชร์เรื่องราว เล่าเรื่องต่างๆ ได้ดี และมีความพร้อมที่จะให้ทุกคนรู้จักตัวตนของคุณ เพราะการทำ Personal Branding หัวใจหลักคือ การแชร์เนื้อหา ความรู้ ความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมาความยากมาก หากคุณไม่สามารถย่อยความคิดความอ่านของคุณออกมาได้อย่างน่าสนใจ ก็อาจทำให้การสร้าง Personal Branding ออกมาได้ไม่ดี
และการทำ Content ของ Personal Branding นั้นจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อ คุณรู้ชัดถึงตัวตน สำรวจตัวตนเรียบร้อยแล้วว่าเราเหมาะกับเนื้อหาแบบไหน สามารถย่อยข้อมูลแบบไหนให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครบถ้วน และสิ่งเหล่านั้นคุณเป็นคนทำด้วยตัวเอง 100% และเมื่อแบรนด์คุณแข็งแกร่งจนเป็นที่รู้จัก คุณก็อาจจะสามารถหาทีมงานมาช่วยซัพพอร์ทการทำคอนเทนต์ได้
6 กลยุทธ์สร้าง Personal Branding อย่างมีศักยภาพ
การสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Branding) เพื่อช่วยเสริมศักยภาพให้แก่ธุรกิจ คือการสร้างคุณลักษณะพิเศษบางอย่างที่ดูมีคุณค่า น่าหลงไหล มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างแฝงอยู่ อาจเป็นการพัฒนาหรือการแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เช่น
1. สำรวจตัวตน และกำหนดภาพลักษณ์
ก่อนเริ่มสร้างภาพลักษณ์ สิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์คือ ลักษณะของตัวตน (Character) ที่ดูมีความเป็นเอกลักษณ์มีความเฉพาะเจาะจง เช่น มีบุคคลิกมั่นใจ ความเชื่อ การมีทักษะและความเชี่ยวชาญ การพูด สไตล์การแต่งตัว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมความน่าเชื่อถือให้แบรนด์คุณ และยังทำให้ผู้ติดตามหรือผู้ที่สนใจ มีความเชี่อเดียวกันกับคุณ รู้สึกว่าคุณคือ “พวกเดียวกัน”
2. สร้างตัวตน บนแพลตฟอร์มออนไลน์
การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ให้ดูมีความเป็นมืออาชีพ เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กับการสำรวจตัวตน เพราะการมีสื่อโซเชียล หรือช่องทางการสื่อสารที่ถูกต้อง ถูกจริต กับคนที่จะมาเป็นผู้ติดตาม เพื่อแสดงให้เขาเห็นว่าเรามีโปรไฟล์คุณภาพ มีทักษะ หน้าที่การงาน ความสำเร็จในการทำสิ่งเหล่านั้นได้จริง จะเป็นการคัดกรองผู้ติดตามด้วย ตัวอย่างเช่น
- ทำโปรไฟล์บน Linkedin นิยมสร้างโปรไฟล์ที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือ ประวัติการทำงาน ตำแหน่ง หรือแม้แต่พอร์ทผลงาน เพราะผู้คนส่วนมากที่ใช้โปรไฟล์บนแพลตฟอร์มนี้มักเป็นเจ้าของธุรกิจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล หรือองค์กร
- โปรไฟล์บน Instagram ผู้คนจะนิยมสร้างโปรไฟล์ที่โชว์ให้เห็นถึง ไลฟ์สไตล์ วิธีการใช้ชีวิต แนวคิด อาหารการกิน ที่ดูใกล้ชิดกับผู้ติดตามมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น และมีความเป็นไลฟ์สไตล์ค่อนข้างชัดเจน
และแน่นอนว่าในส่วนนี้ หากคุณต้องการจะสร้างตัวตนให้ดูเป็นมืออาชีพ เพื่อส่งเสริมให้ Personal Branding ของคุณแข็งแกร่ง ย่อมต้องมีโปรไฟล์ที่โดดเด่น ชัดเจนว่าคุณเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้น และมีส่วนร่วมกับผู้อื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน
3. สร้างมูลค่า ให้แบรนด์ของคุณ (Brand Value)
การสร้างมูลค่าให้แบรนด์และตัวตน คงหนีไม่พ้นการสร้างเนื้อหาหรือคอนเทนต์ ที่มีประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายของคุณ โดยขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของคุณและหละว่า จะออกแบบเนื้อหาได้ตรงใจกับกลุ่มเป้าหมายของคุณหรือไม่ มีความสม่ำเสมอมากแค่ไหน เพราะนอกจากที่เรารู้กันดีว่า Content is King แปลว่า เนื้อหาคือราชา เพราะคนจะสนใจคุณภาพของเนื้อหาที่ดี แต่ความสม่ำเสมอก็เป็นเหมือนดั่งราชินี Consistency is Queen เช่นกัน
โดยการสร้างเนื้อหาคุณอาจเริ่มต้นด้วยอะไรง่ายๆ ที่เป็นความรู้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่คุณทำอยู่ แบ่งปันความรู้ แชร์ประสบการณ์ตรง วิธีการแก้ปัญหาที่เคยพบเจอมา ก็เพียงพอต่อสร้างความน่าเชื่อถือ น่าไว้ใจ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ติดตามได้
4. “ความจริงใจ” คือแก่นแท้ของการสร้างแบรนด์บุคคล
หากคุณมีความสามารถในการสร้างเนื้อหา ให้น่าหลงไหล สามารถดึงดูดผู้ติดตามจำนวนมากไปเป็นลูกค้าได้แล้วละก็ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความถูกต้อง ข้อเท็จจริง (Facts) เพราะมันคือหัวใจสำคัญในการสร้างตัวตนในลักษณะนี้ ลองคิดง่ายๆ ว่า หากคุณทำเนื้อหาได้ออกมาได้น่าติดตาม คนแชร์ไปหลักร้อย หลักพัน แต่เนื้อหานั้นกลับเป็นเรื่องที่หลอกลวง เป็น Fakenews หรือไม่มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นหายนะให้แก่แบรนด์คุณเอง และสั่นคลอนคุณค่าของแบรนด์ที่สร้างมานานนับปี ภายในวันเดียวได้เลย
5. คิดค้นวิธีการแก้ปัญหา Solution ให้กลุ่มเป้าหมาย
การแก้ปัญหา คือ หนึ่งในขั้นตอนที่ทำให้การสร้างแบรนด์ลักษณะนี้ เห็นผลได้ค่อนข้างรวดเร็ว จากประสบการณ์ในการทำแบรนด์ของผมเองก็ต้องบอกเลยว่า “เป็นเรื่องจริง” เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณมีความสามารถในงานด้านที่คุณถนัด แล้วมันสามารถช่วยแก้ปัญหาของผู้คนได้ ณ เวลานั้น คุณจะยิ่งมีค่า มีความหมายในสายตาเขามากๆ มันกลายเป็นสิ่งพิเศษสำหรับพวกเขา
เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนประสบปัญหาต่างๆ ไม่ว่าเจออุปสรรค์ ปัญหาชีวิต การงาน การเงิน ความรัก ทั้งที่แก้ไขได้ และแก้ไม่ได้ด้วยตัวเอง หมายความว่า หากความสามารถนั้นของคุณเป็นสิ่งที่เข้าไปแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์แก่คนหมู่มากและยากที่จะเลียนแบบแล้วละก็ จงเตรียมใจรับมือเส้นทางความสำเร็จ และอย่าลืมวางแผนการให้บริการผู้คนเหล่านั้นให้ดีด้วย
6. สร้างเครือข่ายอาชีพบนโลกออนไลน์และผู้คนในโลกความจริง
การสร้างเครือข่ายเป็นวิธีที่แทบจะง่าย และดีที่สุดวิธีหนึ่งในการขยายฐานผู้ติดตาม หรือลูกค้าของคุณเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมของธุรกิจคุณ หรือการวิ่งเข้าไปยื่นมือช่วยเหลือเคสที่ประสบปัญหา เช่นวงการความงาม ในหลายๆ เคสจะเห็นว่ามันคือการ PR หรือแสดงตัวตน แสดงความเชี่ยวชาญ เพราะเราช่วยแก้ในสิ่งที่เขาประสบเหตุมาได้อย่างทันท่วงที
สิ่งที่จำเป็นแบบสุดๆ คือ การเข้าร่วมเครือข่ายอาชีพในอุตสาหกรรมของคุณ ทั้งในระดับบุคคลหรือองค์กร จะสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มการมีส่วนร่วม อย่างน้อยทำให้ผู้คนเห็นว่าคุณมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง ไม่ใช่แค่คนในโลกออนไลน์ที่เข้าถึงได้ยาก ตัวอย่างเช่น ตัวผู้เขียนเอง แม้จะเป็นคนเก็บตัวไม่ชอบออกไปที่ใด ก็จะพยายามไปแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ พบปะเพื่อนร่วมอาชีพเพื่อเป็นเครือข่ายที่จะสามารถพูดคุย แชร์ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ ยิ่งจะทำให้คุณมีประสบการณ์ มีไอเดียดีๆ นำมาแชร์แก่ผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ธุรกิจในยุคดิจิทัล ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจค่อนข้างมาก ฉะนั้นการทำ Personal Branding จะเข้ามาสร้างความแตกต่างได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว จะต้องมีทั้งคุณค่าแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร และความจริงใจที่เป็นแก่นหรือหัวใจหลัก ให้แบรนด์แข็งแกร่งได้อย่างยืนยาว

Adisorn Kaewchansilp (พี่หมีฮาร์ดเซลล์)

