การทำดรอปชิป (Dropshiping) คืออะไร?

การขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ เช่น Social Media, Online Marketplace, Lazada, Shopee เป็นการขายสินค้าออนไลน์แบบทั่วไปที่ต้องมีการผลิตสินค้า ส่งสินค้า การแพ็คของ ทำให้ผู้ค้าหลายคน ไม่สามารถเพิ่มสเกลหรือขยายกิจการได้เต็มที่

โมเดลธุรกิจออนไลน์ การทำ Dropship

เพราะนอกจากจะต้องทำสิ่งที่กล่าวมาแล้วทุกขั้นตอน ยังมีปัจจัยอีกทั้งในเรื่องของแรงงาน (พนักงาน) การสต็อกสินค้า ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่า การทำดรอปชิป (Dropship)

การทำ Dropship คืออะไร ?

การทำดรอปชิป เป็น Business Model ของธุรกิจรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ผมกล่าวมา คือ ตัดขั้นตอนทุกกระบวนการให้เหลือเพียง “ทำการตลาด” และ “ชำระเงิน” การหาเงิน หรือทำธุรกิจออนไลน์ชนิดนี้เรียกว่า การทำดรอปชิป (Dropshipping)

The Dropshipping cycle

4 ขั้นตอนการทำงานของระบบ Dropship

ผมขอแยกย่อยให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายๆ ในขั้นตอนการทำงานของระบบดรอปชิปเป็น 4 ข้อดังนี้

1. การคัดเลือกผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์

คุณต้องเลือกว่าจะขายอะไร ถ้าคุณกำลังคิดว่า “ไม่ต้องส่งสินค้า จะขายอะไรก็ได้” การคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการทำ Dropship เป็นการขายสินค้าที่ต้องมองหาตลาดแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)

เหตุผลก็เพื่อที่จะไม่ต้องทำการตลาดแบบกว้างจนเกินไป คิดง่ายๆ ว่า..หากคุณจะขายทุกอย่าง มันจะมีสินค้าที่คนทั่วไปหาซื้อได้อยู่แล้ว กับสินค้าที่หาซื้อยากหรือหายากในพื้นที่นั้นๆ มันจึงทำให้คุณขายสินค้าได้

ลองคิดดูว่า..คุณจะต้องเสียเวลาในการคัดเลือกสินค้ามากแค่ไหน ลองเปรียบเทียบกับการขายสินค้าเฉพาะกลุ่มแค่ 10 แบบ กับขายทุกอย่างเป็น 100 แบบ เราจึงควรประเมินค่าการเสียเวลา ค่าแรงก่อนลงมือทำ

2. ดีลสินค้าให้เป็น หาดรอปชิปพาร์ทเนอร์

เมื่อเราเลือกหาซัพพลายเออร์ได้แล้ว ขั้นที่ 2 คือการพูดคุยติดต่อ ปิดดีลให้สำเร็จ คุณควรเจรจาคู่ค้าที่ยินดีจะให้เราทำ Dropship ไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อคัดเลือกว่าร้านใด สามารถตกลงเงื่อนไขและส่วนต่างของราคาได้อย่างชัดเจน เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่าย และอย่าลืมลงลายลักษณ์อักษรไว้เพื่อป้องกันการผิดเงื่อนไขกันในภายหลัง หากคุณมองเป็นธุรกิจก็ต้องทำสิ่งนี้เพื่อธุรกิจคุณเองครับ

3. สร้างช่องทางการขาย หาออเดอร์สินค้า

การเปิดหน้าร้านในนี้ คือ การเปิดหน้าร้านออนไลน์เท่านั้นนะครับ (Online Store) โดยมีช่องทางหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น บนเว็บไซต์ของคุณ บนโซเชียลมีเดีย หรือมาร์เก็ตเพลสที่คุณเปิดไว้ตามที่ต่างๆ อาทิ Esty, Amazon, Lazada, Shopee หรือตามแต่ถนัด

หลังจากนั้นจึงทำการตลาดออนไลน์ โดยห้ามลืมที่จะวางแผนกลยุทธ์การตลาดและแผนสำรองไว้เพื่อเป็นทางออก เมื่อสินค้าจากซัพพลายเออร์คุณดีลไว้ อาจจะไม่มีขายหรือสินค้าหมดหยุดผลิต

ถ้ายังไม่มีวัตถุดิบจำพวกภาพ วีดีโอโฆษณา คุณสามารถขอใช้ภาพสินค้าจากซัพพลายเออร์ไปก่อนได้ สิ่งนี้สำคัญมาก ถ้าหากคุณไม่ตกลงกันไว้แล้วนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจทำให้คุณถูกฟ้อง หรือโดนแบนจากช่องทางการขายนั้นได้เลย (เพราะเจ้าของสินค้า ฟ้องร้องรายงานการละเมิดลิขสิทธิ์คุณ)

4. ส่งต่อออเดอร์ให้ซัพพลายเออร์ หรือ Dropshipper

คุณต้องส่งออเดอร์ให้ซัพพลายเออร์หรือร้านค้าเอง ถ้าคุณดีลกับดรอปชิปเปอร์ (Wholesale) อีกที ก็ให้เขาส่งสินค้าในนามของร้านค้าคุณได้ ร้านค้ามีหน้าที่แพ็คสินค้าจัดส่งให้ลูกค้าในนามของคุณ

นั่นทำให้คุณมีกำไรส่วนต่างระหว่างราคาที่ลูกค้าซื้อหน้าร้านคุณ กับราคาที่คุณซื้อจากซัพพลายเออร์ หรือ Dropshipper นี่เป็นวิธีการหาเงินและสร้างรายได้ออนไลน์ที่ดีเลยใช่ไหมล่ะ

ทำเว็บไซต์ Dropship ยากหรือไม่ ?

ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มให้เลือกมากมาย ที่อำนวยความสะดวกในการสร้างร้านค้าออนไลน์ และออกแบบมาเพื่อทำ Dropship โดยตรง แบบที่คุณไม่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์ ไม่ต้องเขียนโปรแกรมเป็น สรุปคือไม่ยาก แต่ทุกอย่างมันมีราคาของมัน!

dropshipping platform

ใช้แพลตฟอร์มอะไรทำร้านค้า Dropship ?

shopify landing page

1. Shopify

shopify คือ แพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการสร้างร้านค้าออนไลน์ ‘Online Store’ ไปจนถึงธุรกิจ E-Commerce ขนาดใหญ่ได้ มี Theme ให้เลือกใช้แบบเว็บไซต์สำเร็จรูป

Shopify สามารถใช้งานได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมกับเหล่าผู้ค้าออนไลน์และยังมีส่วนเสริมหรือปลั๊กอิน (Plugin) แอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ทำให้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ไม่ว่าระบบ analytics, payment gateway เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของเว็บไซต์ แต่แลกมากับราคาที่สูงพอสมควร เพื่อสามารถใช้ฟีเจอร์ทุกอย่างได้แบบเต็มระบบ (ค่าใช้จ่ายประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน)

wordpress homepage

2. WordPress.org

WordPress.org คือ แพลตฟอร์มสำหรับสร้างเว็บไซต์ประเภท Content Management System (CMS) เขียนด้วย PHP มีระบบการจัดการฐานข้อมูล โดยมีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ

  1. WordPress Core ใช้จัดการเนื้อหาเว็บไซต์
  2. Theme ส่วนกำหนดรูปแบบการแสดงผลของเว็บไซต์
  3. Plugin ส่วนช่วยเพิ่มความสามารถให้กับเว็บ ส่วนนี้สามารถเชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้ ระบบจัดการหลังบ้าน รวมถึงการเก็บข้อมูลต่างๆ ให้สะดวกยิ่งขึ้น

WordPress มีข้อดีคือ มี Theme ให้เลือกหลากหลาย Plugin ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์เยอะ ทำ SEO ได้ง่าย และราคาถูกที่สุดในทุกแพลตฟอร์ม

squarespace introduction

3. Squarespace

Squarespace คือระบบเว็บสำเร็จรูปที่มีโซลูชั่นการใช้งานที่สวยงาม เหมาะกับธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก จุดเด่นคือความรวดเร็วและการใช้งานที่ง่ายและราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับ Shopify

ข้อเสียของ Squarespace คือ ไม่มี App Store เป็นของตัวเองเหมือนอย่าง Shopify และ WordPress แต่ยังมีข้อดีคือ มีระบบชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเครื่องมือการตลาดมาให้พร้อมทั้งหมดแล้ว


oberlo plug in

4. Oberlo

Oberlo คือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ค้นหาสินค้าที่ต้องการมาลงใน Online Store ดรอปชิปของเราง่ายมากขึ้นจากซัพพลายเออร์ทั่วโลก และแพลตฟอร์มตัวนี้คือตัวคำนวนส่วนต่างของราคาให้กับเรา เช่น เราตั้งราคาสินค้าไว้ที่ 200 USD เราสามารถใช้ Oberlo ไปสั่งสินค้าในราคาทุนจากซัพพลายเออร์ที่ 100 USD (ราคาจริง) ส่วนต่างที่เหลือคือกำไรที่เราจะได้

spocket homepage

5. Spocket

Spocket เป็น App ของแพลตฟอร์ม Shopify อีกตัวที่คล้ายกับ Oberlo มีความต่างกันคือ Spocket จะเน้นการทำดรอปชิปจากร้านค้าแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาเสียมากกว่า (EU/US) ช่วยให้ลดปัญหาการจัดส่งสินค้าล่าช้าจากซัพพลายเออร์และระบบขนส่งของประเทศแถบเอเชีย

ข้อดีของ Spocket คือ มีระบบ Automated Tracking Sync to Shopify คือสามารถติดตามสินค้าได้จากตัวเว็บไซต์เราเองเลย ไม่ต้องไปเช็คกับเว็บซัพพลายเออร์อีกทีเหมือนกับ Oberlo หรือ Alidropship

woocommerce homepage

6. WooCommerce

WooCommerce Dropshipping เป็นอีกแพลตฟอร์มที่น่าสนใจมาก เพราะเราสามารถทำดรอปชิปแบบตัวแทนได้ทั้ง 2 ระบบเลย คือ Amazon Affiliate และ Aliexpress Dropshopping

ข้อดีความความใช้ง่ายของตัวระบบ WooCommerce คือ มี Theme เป็นของตัวเองที่ใช้งานง่าย มีระบบจัดการร้านค้าได้ตั้งแต่เล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ระบบความปลอดภัยสูงและเลือก Gateway Payment ได้เยอะกว่า Shopify และ Squarespace

addon alidropship

7. Alidropship

Alidropship เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งร้านค้าที่สร้างจาก WordPress และ WooCommerce และยังสามารถสร้างเว็บไซต์ที่สมบูรณ์แบบได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มอื่น แถมมี Theme ของตัวเองเพื่อปรับแต่งเว็บไซต์

ข้อดีที่เหนือกว่าทุกแพลตฟอร์มของ Alidropship คือการมีระบบ Automation ครบวงจร ทั้งเรื่องการทำตลาดออนไลน์ การยิงโฆษณา Facebook, Google Merchant, Social Rabbit ที่เป็นระบบ Automated (ใช้ Bot โพส)

ข้อดีอีกอย่างที่ทำให้เราต้องยอมรับ คือ มันราคาถูกมาก Alidropship Plugin ซื้อครั้งเดียวสามารถใช้ได้ตลอดไป และซื้อส่วนเสริมที่เป็นเครื่องมือการตลาด ฟังก์ชันพิเศษบางอย่างได้ (ส่วนเสริมบางตัวอาจจะแพง)

printful homepage

8. Printful

แพลตฟอร์มที่แตกต่างจากตัวอื่น โดยเน้นการทำ Dropship แบบสินค้าที่สามารถปริ้นลวดลายได้ตามสั่ง เป็นทางเลือกที่ดีอีกตัวด้วยระบบ Print on Demand

Printful เป็นแพลตฟอร์มเน้นการขายสินค้าที่มีไอเดียจากเราเอง เช่น ลวดลายบนแก้วน้ำ เสื้อยืด ของตกแต่งบ้าน กระเป๋าแฟชั่น ถุงผ้า เป็นต้น

ธุรกิจ Dropship ยังน่าสนใจอยู่หรือไม่ ?

บางคนถามว่าทำไมผมเอาความลับที่ไม่ค่อยมีคนรู้มาบอก นั่นเพราะว่าตลาดในบ้านเรายังทำกันไม่เยอะครับ (แต่บน Lazada,Shopee ไม่นับนะเพราะขายคนไทยด้วยกัน)

ผมว่านี่เป็นทางเลือกสร้างรายได้ที่ดีและอีกอย่าง คือ คู่แข่งของการทำ Dropship นั้น ไม่ใช่คนไทย… แต่คือคนทั่วโลก และก็มีคนซื้ออยู่ทั่วโลกเช่นกัน ดังนั้นผมจึงขอนำตารางอัพเดทล่าสุดให้ดูเทรนด์กันไปเลยว่า มันไม่เคยตกลงเลยถ้าไม่นับช่วงโควิด-19 ที่เทรนด์หายไปพักเดียว ผมยังฟันธงว่านี่คือธุรกิจที่ดี แต่เมื่อลงทุนแล้วต้องใส่ใจดูแลมันครับ

Dropship หาเงินได้กำไรเยอะไหม ?

จุดอ่อนของการทำดรอปชิป คือ กำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำมาก (ถ้าทำในไทย) แต่ในต่างประเทศยังคงเป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ ถ้าคุณอยากทำดรอปชิปจาก Lazada, Shopee ผมไม่แนะนำให้ทำครับ ยกเว้นคุณจะไม่มีทุนสำรองมากนัก

แต่หากว่าคุณมีพื้นฐานการตลาดออนไลน์ หรือวางกลยุทธ์การทำการตลาในต่างประเทศได้ละก็ คุณก็พร้อมจะทำดรอปชิปได้อย่างสบายๆ

ผมขอเปรียบเทียบอัตรากำไรของการทำดรอปชิปและการทำธุรกิจออนไลน์ประเภทเดียวกันคร่าวๆ ได้ดังนี้

  • การสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง อาจได้กำไรอยู่ที่ 150-200% จากต้นทุนสินค้า (โดยทั่วไปจะลงทุนสูง)
  • ธุรกิจซื้อมาขายไปแบบที่ผู้ค้าออนไลน์ชอบจับของมาขาย อาจจะมีกำไรอยู่ที่ 50% จากต้นทุนสินค้า
  • การทำธุรกิจ Dropship จะมีอัตราค่าธรรมเนียมการชำระเงินและค่าขนส่ง แต่ละประเทศไม่เท่ากัน มักจะโดนหักอยู่ที่ 3-5% ต่อออเดอร์ ทำให้ได้กำไรอยู่ที่ตั้งแต่ 20-30%
  • การทำ Affiliate Marketing หรือระบบตัวแทนอาจได้กำไรเพียง 1-3% ต่อออเดอร์ อันนี้ขึ้นกับความสามารถของผู้ทำครับ

สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำดีไหม ต้องใช้เงินเท่าไร สามารถสอบถามเข้ามาได้ ผมยินดีให้คำปรึกษาและจะทำบทความที่เจาลึกการทำ Dropship ให้ใน Ep. ถัดไปครับ และอาจทำวีดีโอด้วยติดตามได้ครับ

อ้างอิง : salehoo.com