สรุปการปรับอัลกอริทึม Google Algrithm Core Updates

หลายคนอาจไม่ทราบว่า AI หรือ Google Algorithm ถูกอัปเดตตลอดเวลา และถ้าไม่มีสิ่งไหนเปลี่ยนแปลงมาก จนทำให้มีผลกระทบต่อการค้นหา หรือการทำอันดับ SEO Ranking ของเว็บไซต์

ซึ่งทาง Google Inc. ก็จะไม่มีการแจ้งเตือน หรือบอกกล่าวอะไร กับการเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กน้อย จนกว่าการอัพเดตนั้นจะเป็นสิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนจึงออกมาประกาศเป็นครั้งคราว

Google Algorithm คืออะไร

Google Algorithm คือ หลักในการประเมินว่าเว็บไซต์ไหน หรือข้อมูลไหนควรจะนำมาแสดงเวลามาคนค้นหา รวมถึงเรื่องอันดับในการแสดงด้วยเช่นกัน ซึ่ง Google จะเลือกเว็บไซต์ หรือข้อมูลที่ดูแล้วน่าจะตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหามากที่สุด

โดยอัลกอริทึมของ Google จะมีการปรับ และอัพเดทอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การแสดงผลบนหน้าค้นหา ออกมามีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด เลยทำให้ในปัจจุบันเราอยากรู้อะไรก็เข้าไปถาม Google นั่นเป็นเพราะเราารู้ว่า Google น่าจะให้คำตอบกับเราได้

นี่คือเหตุผลที่เวลาเราค้นหาอะไรสักอย่าง ทำไมเว็บไซต์นั้นๆ (A) ติดอยู่หน้าแรก ตำแหน่งบนสุดเสมอ และทำไมอีกเว็บไซต์หนึ่ง (B) อยู่หน้าแรก แต่ได้เป็นตำแหน่งถัดลงมา แล้วทำไมเว็บไซต์อีกที่เนื้อหาก็คล้ายกัน (C) แต่กลับไปแสดงผลอยู่ถึงหน้าที่ 2 เพราะในสายตาของ Google เว็บไซต์ A มีคุณภาพ และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ค้นหามากที่สุด ตามด้วยเว็บไซต์ B และเว็บไซต์ C

AI Google update ตลอดเวลา

AI Google update ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่มีสิ่งไหนที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก จนทำให้มีผลกระทบก็จะไม่ได้มีการแจ้งเตือน หรือบอกกล่าวอะไร จนกว่าการอัพเดตนั้นจะเป็นสิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนนั่นแหล่ะ

Google Algorithm มีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง มาดูกันทีละหัวข้อ

  1. การอัพเดตสแปม (Spam update)
  2. Page experience update
  3. June 2021 Core update
  4. Product reviews update
  5. Passage raning update
  6. December 2020 core update
  7. Core Algorithm update
  8. Featured snippet deduplication
  9. Mobile-first indexing
  10. BERT Algorithm
  11. Medic Core Update
  12. Speed update
  13. Fred update
  14. Possum update
  15. BankBrain Algorithm
  16. Mobile Friendly Update
  17. Pigeon update
  18. Hummingbird update
  19. Pirate update
  20. Penguin update
  21. Panda update

1. การอัพเดตสแปม (Spam update)

มีการแจ้งเตือนว่าระบบได้ทำการอัพเดตไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2021 ที่ผ่านมา จากการรายงาน google แจ้งว่า AI นั้นได้จัดการลบเหล่าข้อมูลเท็จต่างๆ ที่เรียกว่าลบทุกวันกว่า 40 ล้านข้อมูลเท็จและสแปมที่ขัดต่อความปลอดภัยจากการใช้งานต่างๆ หรือการบังเอิญไปติดตั้งโดยไม่เจตนา โดยแน่นอนว่าสแปมเหล่านี้มีโอกาสที่จะล่วงล้ำข้อมูลส่วนตัวของคุณได้โดยง่าย

การสร้างความปลอดภัยให้เว็บไซด์ของคุณโดนแฮคได้นั้นง่ายกว่าการที่จะมาแก้ไขหรือกู้คืนเว็บไซด์ให้กลับมาดีเหมือนเดิมซะอีกนะ ดังนั้น หากคุณกำลังมีพฤติกรรมเหล่านี้ที่มีแนวโน้มในการโดนแฮคได้ง่ายก็ควรเลี่ยงซะล่ะ แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ google ก็ไม่ได้เพิกเฉยหรอกนะ เพียงแต่เวลานี้ ได้ทำงานอย่างเต็มที่และได้สร้างระบบความปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับการทำ SEO ที่ไม่ได้คุณภาพอย่างเช่น วิธีการเหล่านี้

Link schemes

  • การปั่น link ด้วยการรับซื้อ – ขาย เพื่อปั่นอันดับ Page Ranking 
  • การแลกเปลี่ยน link เพื่อเอื้ออำนวยต่อการค้า ผลประโยชน์ส่วนตัว
  • การสร้างบทความที่เชื่อม keyword มากจนเกินไป รวมทั้งการปั่นบทความเพื่อสร้างแคมเปญอย่างหนักหน่วง 
  • การสร้าง link เพื่อเชื่อมต่อไปยังเว็บไซด์คุณแบบอัตโนมัติ
  • การสร้าง link ไปหาอีกฝ่าย เพื่อจะส่งกลับมาหาคุณอีก 
  • สร้าง Private blog network (PBN) ที่มากเกินไป
  • ไดเรคทอรี่ หรือ บุ๊คมาร์คที่มีคุณภาพต่ำ
  • บทความที่ดูจงใจสร้าง link ไปหาหน้าเว็บเพจสินค้า เพื่อทำการซื้อ – ขาย มากเกินไป
  • บทความคุณภาพต่ำที่ซ่อน link ไว้ รวมทั้ง link ถูกเชื่อมต่ออยู่ใน widgets ในแต่ละหน้า
  • link ที่อยู่ใน Footers ที่มากจนเกินไป 
  • link ที่มีอยู่ใน comment ต่างๆ ในปริมาณมาก

Keyword stuffing

คีย์เวิร์ดที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น การพยายามใส่คียเวิร์ด หรือตัวเลขมากเกินไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรามี keyword เหมาะสมแล้ว ก็สามารถคำนวนได้ตามสูตรนี้

ปริมาณคีย์เวิร์ดที่ดี = จำนวนอักษรในบทความ / จำนวนคีย์เวิร์ด (คำซ้ำ) ในปรากฎในเนื้อหาซึ่งคีย์เวิร์ดในปริมาณที่เหมาะสมนั่นก็คือ ไม่ควรเกิน 1 – 2% ของบทความนั่นเอง

การสร้างคีย์เวิร์ดที่ดีต่อเว็บไซด์

  1. แต่ละหน้าก็ควรมี keyword หลักของตัวเอง (คำหลักที่มีการแข่งขันต่ำกว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับได้ดีกว่า) 
  2. ในแต่ละบทความควรมีความยาว 300 คำขึ้นไป เพื่อใน google เข้าใจเนื้อหาของบทความนั้นๆ
  3. มี keyword หลักในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่เกิน 2%) และเป็นธรรมชาติ
  4. อย่าลืม keyword รอง และ long-tail keyword ล่ะ (keyword รอง จะช่วยสนับสนุนให้ google เข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น | long-tail keyword จะช่วยในการแสดงเนื้อหาในการตอบคำถามเมื่อมีผู้คนหาข้อสงสัยดังกล่าว) 
  5. จัดวางตำแหล่ง keyword หลัก อย่างถูกต้องและเหมาะสม
    • Page title
    • อย่างน้อย 1 keyword ที่หัวข้อรอง
    • Title tag
    • Meta description
    • อย่างน้อย 1 คำใน image alt tag
    • ในย่อหน้าแรก
    • ในสรุปตอนท้ายบทความ
  6. อย่าลืม on-page SEO

Sneaky redirects

เชื่อมโยง link แบบไม่ถูกต้อง เช่น เนื้อหาเป็นเรื่องหนึ่งแล้วสอดแทรก link ให้ไปยังอีกหน้าหนึ่งหรือเว็บไซค์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีที่เว็บไซด์กำลังปรับปรุง ควรใช้หน้า redirects 301 หรือ 302 และตรวจสอบว่าเว็บไซค์ของเรามี sneaky redirects หรือไม่ ที่ google search console : Fetch as google boot

Doorway page

เว็บไซด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ได้รับอันดับสูงในการค้นหา keyword รวมถึงหน้าที่ไม่มีประโยชน์ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ค้นหา เช่น ชื่อโดเมนหลายชื่อ หลายหน้า ที่มีการกำหนดเมือง ตัวเลข หรือใดๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เชื่อมโยงไปหาเว็บไซด์ใด เว็บไซด์หนึ่ง หรือ หน้าเว็บไซด์ที่สร้างให้มีความคล้ายกับเว็บไซด์ที่ติดอันดับอย่างเห็นได้ชัดเจน

Cloaking

ซ่อนหรือปิดเส้นทาง  เบี่ยงเบน ขัดขวางไม่ให้ไปยังหน้าเว็บไซด์จริงเพื่อประโยชน์ใดประโยชน์หนึ่ง เช่นการพยามสร้างเนื้อหาเพื่อจำกัดหรือเบี่ยงเบนเส้นทางเข้าถึง หลีกเลี่ยงไม่ให้ google ทำการจัดอันดับหรือสำรวจเว็บไซด์ได้

Thin Content

เนื้อหาน้อยจนเกินไป ไม่ได้หมายความว่าเป็นบทความที่ไม่ดี แต่บทความที่หาสาระประโยชน์ไม่ได้เลยต่างหากที่เป็นบทความชนิดนี้ เพราะอย่างนั้น ถ้าไม่อยากให้บทความของคุณไร้ความหมาย ก็ควรหลีกเลี่ยงการทำสิ่งเหล่านี้ซะเถอะ

  1. ก๊อบชาวบ้านมาแปะ จะดีกว่านะถ้าพยายามสร้างบทความ เรื่องราวที่เป็นของคุณเอง แล้วเชื่อมโยงบุคคลอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล 
  2. คอนเทนต์เดิมๆ บทความเดิมๆ แต่เอาไปสร้างในหลายเว็บ หรือหลายเพจ 
  3. ไม่ยอมแก้ไขคำผิด รวมทั้งไม่พยายามปรับปรุงให้เนื้อหาอ่านง่าย เข้าใจง่าย
  4. อย่าพยายามสร้างเนื้อหาที่มาปิดบัง หรือหลอก (cloaking) เชียวล่ะ
  5. ซื้อเนื้อหาที่มีไว้สำหรับขาย แล้วก็เอามาลงเว็บไซด์ตัวเองซะอย่างนั้น อ่าว… คู่แข่งเรา หรือเว็บฯ อื่น ก็มีบทความเนื้อหาเหมือนเราเป๊ะ เด๊ะเลย แบบนี้ก็ไม่เอา 
  6. เนื้อหาที่สร้างโดย AI หรือไปเอาเนื้อหาอีกภาษานึงมา เช่นภาษาอังกฤษ แล้วก็เอามาลง google translate แล้วแปะลงเว็บของเราเลย .. เอ๋ แบบนี้ไม่ดีเอามากๆ เลยนะ
  7. บรรดา Afflilate ทั้งหลาย ก็ควรจะสร้างเนื้อหาของตัวเอง จะรีวิว หรือทำยังไงดีนะ ที่จะดึงคนไปซื้อสินค้าชิ้นนั้นให้ได้ โดยที่ไม่ใช่ไปก๊อปเขามาแล้วแปะวางเอาดื้อๆ แบบที่ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับสินค้าและเว็บไซด์ของเราเลยสักนิด ถ้าคิดจะเป็น Afflilate ทั้งที ก็แฟร์ๆ บอกไปเลยว่านี่จะขายของ หรือ tag เขาไป หรือ nofllow แบบนี้จะดีกว่านะจ๊ะ 
  8. เว็บไซด์ที่แหม… จริงๆ ก็คือเจ้าของเดียวกัน แต่ทำเป็นไม่รู้จักกันแต่ใช้เนื้อหาเชื่อมโยงกันจนผิดธรรมชาติซะอย่างนั้น อันนี้ AI google เขาก็รู้นะ 
  9. ใช้ความพยามเฟ้นหา แหล่งอ้างอิง หรือบุคคลอ้างอิงที่เป็นเจ้าของจริงๆ จะดีกว่าการที่ไปหยิบใครสักคนหนึ่งมาที่ไม่ได้เป็นคนสร้างเนื้อหานั้นมาเอง แต่เอามาอ้างอิงอีกที เพื่อจุดประสงค์ในการปั่น link แบบนี้ก็ไม่เอา

2. Page experience update

การอัพเดต page experience จะค่อยๆ ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะแต่ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด ทั้งนี้การอัพเดตนั้นจะร่วมไปกับเงื่อนไข core web vitals ซึ่งก็ได้แก่ speed, visual stability และ interactivity นั่นเอง

การอัพเดตที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งนั่นก็คือ AMP (Accelerated Mobile Pages) มีแนวโน้มว่าจะถูกนำออกจากเนื้อหา รวมทั้งไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใด กลับกันที่หันมาให้ความสนใจและเทคะแนนให้กับ core web vitals มากกว่า นั่นหมายความว่า การอัพเดตนี้คุณก็เพียงปรับปรุงเนื้อหา เว็บไซด์ ให้ความสำคัญกับ 4 ส่วน ดังนี้

  1. Core web vitals score
  2. Mobile usability ในแต่ละหน้า
  3. HTTPS
  4. ความปลอดภัยขั้นสูงสุด

3. June 2021 Core update

การปรับปรุง อัพเดตตามที่ google ได้ทำการแจ้งเตือนมานั้น หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องของ SERPs เท่านั้นเอง

4. Product Reviews Update

ตามที่มีการประกาศอัพเดตไปเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาว่า google ได้มีการปรับปรุงให้ความสำคัญกับการ รีวิวมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้เริ่มต้นทดลองใช้ไปกับเว็บไซด์ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักกันไปแล้ว ซึ่งผลตอบรับที่ได้นั้นยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากนักเนื้อจากมีผู้คนให้การรีวิวค่อนข้างน้อย ทำให้การจัดอันดับ หรือการนำการรีวิวมาเป็นเกณฑ์คะแนนนั้นยังไม่เกิดเสถียรภาพเท่าใด

อย่างไรก็ดี การที่ถูกกล่าวถึง หรือรีวิวโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างมีเหตุและผล มีการอ้างอิงข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงลึก นั้นเป็นเกณฑ์คะแนนที่ google ให้ความสำคัญมากกว่า บุคคลทั่วไป

5. Passage Ranking Update

ในส่วนการอัพเดตของ Passage นั้น แม้จะมีประกาศแจ้งเตือนมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2020 และได้ทำการเปิดใช้ระบบเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ แน่นอนว่าอย่าลืมเตรียมตัวรับมือกับการอัพเดตในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่า หากคุณยังปฏิบัติตามเงื่อนไขของ SERP (หัวเรื่อง ย่อหน้า ความหมาย โครงสร้างของหัวข้อย่อย หัวข้อใหญ่ ให้เป็นลำดับขั้น ใจความสำคัญ) ก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบนี้ หรือหากจะมีก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

6. December 2020 core update

เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2020 นั้นทาง google ก็ได้มีการแจ้งเตือนว่าได้ทำการปรับ AI หลัก ซึ่งในความเป็นจริงก็มีการปรับมาตลอดทั้งปีนั่นแหล่ะนะ แต่สำหรับครั้งนั้น มีหลายอย่างที่ต้องถูกพัฒนาและแน่นนอนว่า มันมีผลกระทบต่อ SERPs ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถามว่า ทำไม google ถึงมาปรับอะไรในช่วงเทศกาลแบบนี้ละ และในการประกาศปรับครั้งนั้น ที่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่มีการเพิ่มเติมในส่วนคุณภาพของ E-A-T ก็เท่านั้น

7. Core Algorithm Update

อัยยะ!! มีการปรับ AI หลักซะด้วย แล้วมีอะไรบ้างนะที่ได้ถูกปรับเปลี่ยน ก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิมที่การอัพเดตครั้งนี้มีผลต่อ SERP อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่า..จะถูกปรับปรุงอยู่หลายครั้งก็เถอะ ล่าสุดก็มีการแจ้งว่าได้ทำการอัพเดตอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา แน่นอนว่าหากคุณจะลองสังเกต SERP fluctuation graph (ตรวจสอบได้เฉพาะสมาชิกที่จ่ายค่าบริการ) แล้วล่ะก็ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงถึง 6% และนี่เป็นส่วนหนึ่งของการอัพเดต

แต่ถึงอย่างไร ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าแล้ว google ปรับอัลกอรึทึมอะไรกันนะ ที่แน่ๆ มันคือเรื่องของคุณภาพเว็บไซต์ คุณภาพของเนื้อหาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกล่าวได้ว่า สำหรับกลุ่ม SEO ที่พยายามสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพก็ไม่มีอะไรต้องตกใจไป เพราะไม่ได้รับผลกระทบในทุกครั้งของการปรับอย่างไม่มีสาเหตุ แต่สำหรับ SEO สายดำ หรือสายปั่นนั้น แน่นอนว่า มีเรื่องให้หวาดเสียวอย่างมากเลยทีเดียว

8. Featured Snippet Deduplication

ในส่วนนี้ได้ถูกเริ่มต้นใช้เมื่อประมาณวันที่ 22 มกราคม 2020  แน่นอนว่าเป็นตำแหน่งใหม่ที่ใครก็ใคร่ครอง (Zero position) เพราะหากเนื้อหาของคุณมีคุณภาพ เป็นที่พึงพอใจของ google แล้วล่ะก็ มันก็จะถูกยกขึ้นแสดงในส่วนบนสุดของหน้าแรก! และนั่นหมายถึงการแสดงผลแบบ organic และช่วยให้การันตีในส่วนหนึ่งว่า เนื้อหา บทความของคุณก้าวมาสู่เนื้อหาที่น่าชื่นชม

ลองคิดดูนะ เหล่าคนทำ SEO ทั้งหลายพยามอยากจะมีตำแหน่ง ยืนหนึ่งในหน้าแรกให้ได้ แต่เอ๊ะ … อยู่ๆ ไอ้เจ้าบทความ เนื้อหาที่อาจจะเป็นผู้สร้างรายใหม่ กลับถูกแสดงขึ้นในตำแหน่งนี้ มันหมายความว่ายังไง? ในช่วงนั้นหลายคนคงเกิดความสงสัยไม่มากก็น้อย 

และนี่เป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับการปรับ SERP ว่าทำไม.. google ถึงเทใจให้คะแนนกับมันมากนักยังไงล่ะ หากยังสงสัยอยู่ ลองย้อนกลับไปดูเทคนิควิธีการทำ SERPs ให้ถูกใจคนอ่าน เตะใจ google ก็แล้วกัน 

9. Mobile-First Indexing

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้มีการอัพเดตนั่นก็คือการให้ความสำคัญกับ index บนสมาร์ทโฟน แน่นอนว่านักพัฒนาเว็บไซด์รวมทั้ง SEO เองก็ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้การตอบสนองอย่างมีคุณภาพที่สุดด้วยการใช้งานบนสมาร์ทโฟน ทั้งในรูปแบบการใช้งาน หน้าตา (UX/UI) รวมถึงเนื้อหาต่างๆ ที่ถูกแสดงขึ้นมาอย่างลงตัว

กรณีที่คุณพัฒนาเว็บไซด์ของคุณให้มีหน้าตาที่ต่างกันออกไปในแต่ละ device แล้วล่ะก็ คุณต้องมั่นใจนะ ว่าเนื้อหา รูปภาพ link ต่างๆ ข้อมูล meta ต่างๆ ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือเหมือนกันนั่นแหล่ะ

และเช่นเดียวกันอย่าลืมให้ความสำคัญกับความผิดพลาด เนื้อหา คุณภาพของรูปภาพ ความเร็วของหน้าเว็บ หนาเพจ ก็ยังคงต้องอยู่ในเกณฑ์คะแนนที่ดีด้วยเช่นเดียวกัน

10. BERT Algorithm

เริ่มมีการใช้งานเมื่อประมาณ วันที่ 25 ตุลาคม 2019 และประกาศใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 9 ธันวาคม 2019 แน่นอนว่า BERT นั้นมีส่วนช่วยให้ AI ของ google เข้าใจเนื้อหา บริบท สิ่งที่ต้องการจะสื่อ เข้าใจเว็บไซด์และจุดประสงค์ของคุณมากยิ่งขึ้น

BERT เป็นการที่พยายามให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการฝึกปรือให้ AI เข้าใจภาษามนุษย์ที่ไม่เป็นทางการ นั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะคำอุปมาอุปมัย การแซะ ต่างๆ หรือแสลงมากมาย ก็คือฉลาดมากยิ่งขึ้น มันทำให้ ยิ่งคุณสร้างเนื้อหาที่สนุก ลุกนั่งสบาย อ่านแล้วอ่านต่อ อ่านได้ยาว อ่านได้เข้าใจ แถมยังมีความน่าเชื่อถือได้ ยิ่งได้ใจ ได้คะแนนนำเหนือใครนั่นเอง

แน่นอนว่า การใช้หลักการ BERT ในการสร้างสรรค์เนื้อหานั้น ย่อมได้รับผลกระทบในการปรับปรุง อัพเดตใดๆ น้อยที่สุด แม้จะถูกปรับใหญ่ที่สุดก็ตาม

เคล็ดที่ไม่ลับของการสร้างเนื้อหาภายใต้เงื่อนไข BERT

  1. อย่าลืม keyword research เลือกที่ตรงกับจุดประสงค์ของเราเป็นหลัก (keyword หลัก, keyword รอง และ long-tail keyword) 
  2. วิเคราะห์ TF-IDF การให้ความสำคัญกับ keyword แบบวลี ความถี่ในการใช้ (TF หรือ Term Frequency คือคำเหมือน คำคล้าย ที่ได้ถูกใช้ในจำนวนที่เหมาะสมกับความยาวของเนื้อหา และ IDF หรือ Inverse Document Frequency คือ ความถี่ของคำที่มีความหมายที่สอดคล้องกันได้)

เว็บไซด์ที่ติดอับดับ 10 อันดับแรกด้วยล่ะ เพราะนั่นคือคู่แข่งของคุณ แม้ว่าวิธีของ TF-IDF จะเป็นกลยุทธ์แบบเดิม แต่รู้ไม๊ว่ามันจะดีมากหากคุณนำมาวิเคราะห์แล้วนำสิ่งที่ดีมาปรับปรุงหรือรังสรรค์เนื้อหาของคุณในแบบ BERT แบบเก่าอย่าทิ้ง แบบใหม่ก็นำมาประยุกต์

วิธีสังเกต TF-IDF ไปที่ Content Analysis > TF-IDF > ใส่เว็บไซด์คู่แข่งลงไป

11. Medic Core Update

มีการเริ่มใช้เมื่อเดือนสิงหาคม 2019 ภายใต้เงื่อนไขให้ google สามารถเรียนรู้คำคู่ หรือกลุ่มคำ หมวดหมู่ ที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งมองในแง่ดีก็จะช่วยให้การค้นหาแสดงเนื้อหาใน keyword ที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันนั่นเอง

แน่นอนว่าหากคุณได้ทำการพัฒนาเนื้อหาหรือสร้างบทความของคุณให้อยู่ภายใต้การค้นหาด้วยการสงสัย การตั้งคำถามเช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน สั่งยังไง ซื้อยังไง ส่งยังไง เปรียบเทียบ รีวิว ฯลฯ ก็จะยิ่งส่งเสริมให้บทความ เว็บไซด์ของคุณแสดงผลในหมวดหมู่ใกล้เคียงกันด้วยเช่นกัน

12. Speed update

เริ่มใช้เมื่อประมาณวันที่ 9 กรกฎาคม 2018 ภายใต้เงื่อนไขที่คุณภาพของเว็บไซต์ทีแสดงผลบนสมาร์ทโฟน ต้องมีความเร็ว ไม่โหลดช้า เรียกว่า speed update นี้นำมาช่วยในการเพิ่มคะแนนคุณภาพของเว็บไซด์เลยทีเดียว

13.  Fred Update

เริ่มใช้เมื่อประมาณวันที่ 8 มีนาคม 2017 ถูกพัฒนาให้ AI มีความสามารถในการกลั่นกรองเว็บไซด์ที่มีคุณภาพต่ำ หรือสร้างมาเพื่อสร้างรายได้ หาโฆษณาเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์อื่นใดจากผู้อ่านเลย เรียกได้ว่า “Fred” เนี่ยะ มีไว้เพื่อให้ผู้สร้างเนื้อหา เจ้าของเว็บไซด์ รวมถึงผู้พัฒนาเว็บไซด์เอง คำนึงถึงคุณภาพและหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎของ google เพื่อเกณฑ์คะแนนที่ดี และเป็นเว็บไซด์ที่มีคุณภาพ

แน่นอนว่าการอัพเดตครั้งนี้มันมีผลกระทบต่อบทความคุณภาพต่ำ รวมถึงเหล่า Affliate ทั้งหลายซะด้วย แล้วจะทำยังไงให้เว็บไซด์ของเรามีคุณภาพภายใต้เงื่อนไขของ Fred

  1. ถ้าเว็บไซด์ดี เนื้อหาคุณภาพดี ก็ต้องมี รีวิว สินะ 
  2. หลีกเลี่ยง thin content หนีให้ห่าง อย่างได้ทำ

14. Possum Update

เริ่มใช้ประมาณวันที่ 1 กันยายน 2016 เรียกว่าเป็นเกณฑ์การให้คะแนนในการจัดลำดับการแสดงผลเลยล่ะนะ ในส่วนนี้คุณจำเป็นจะต้องระบุพื้นที่ ตำแหน่งที่ตั้ง keyword ที่แสดงถึงที่ตั้งหรือพื้นที่ใกล้เคียง ฯลฯ  เพื่ออะไรน่ะเหรอ.. ก็เพื่อที่เมื่อมีการค้นหาที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคุณนั้น เว็บไซด์ของคุณก็จะถูกดึงขึ้นมาแสดงนั่นเอง

ต้องทำยังไงบ้างเพื่อรับมือกับ Possum

  1. ปักหมุดแผนที่ใน google map สิ 
  2. เลือกใช้ local keywords 
  3. อย่าลืมทำ Local SEO ด้วยวิธีเหล่านี้
    • Google my business
    • Google reviews : เชิญชวนด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ให้เขารีวิวอย่างมีชั้นเชิง ไม่เป็นการรบเร้าหรือรบกวนเขาด้วยนะ รวมทั้งเมื่อเขามารีวิวแล้วก็อย่าลืมตอบเขาด้วยนะ
  4. เพิ่มรูปภาพที่เป็นสินค้าที่เป็นธุรกิจของคุณ
  5. Link ก็สำคัญ backlink ที่ได้จากการรีวิวเชิงบวก มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก
  6. Link คุณภาพย่อมเกิดผลดีมากกว่า
  7. จำนวนโดเมน, IP, C-blocks เหล่านี้ที่มีความเชื่อมโยงกัน ก็มีผลต่อการให้เกณฑ์คะแนนต่ออันดับเช่นเดียวกัน
  8. เลือกใช้ Keyword ที่สอดคล้องกับเทศกาล ภายในพื้นที่

15. RankBrain Algorithm

มีการเริ่มใช้ในช่วง วันที่ 26 ตุลาคม 2015 หรืออาจจะก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ การปรับปรุงพัฒนาระบบของ AI นี้ มันช่วยให้เรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้น แสดงผลได้เร็วขึ้นและมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่ง RankBrain ก็ถูกพัฒนาให้มาช่วยเป็นเกณฑ์คะแนนในการสร้าง SEO ในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ แล้วเจ้า rankbrain มันมีกระบวนการอย่างไรบ้าง

  1. เว็บไซด์ต้องมอบประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ เช่น อย่างน้อยต้องได้ความรู้ ได้ประโยชน์ ได้อะไรบางอย่างเพื่อที่ผู้ใช้จะได้มอบเวลาอันมีค่าของเขาอยู่บนเว็บของคุณได้นานที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ แน่นอนว่าก็ค่อนข้างมีจุดบอดอยู่พอสมควร ถ้าหากว่า คุณพยายามสร้างเนื้อหา เว็บไซด์ของคุณให้มีคุณภาพมากที่สุด แปลว่าเว็บไซด์นึงอาจมีเนื้อหาเช่น ภาพยนตร์ เกม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดึงให้คุณอยู่บนเว็บไซด์ได้นาน แบบนี้ก็ได้คะแนนที่สูงไปยังงั้นเหรอ? 
  2. Bounce Rate ก็เป็นเกณฑ์หนึ่งที่ช่วยนำมาตัดสินการแสดงผล อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
  3. วิเคราะห์คู่แข่ง RankBrain เนี่ยะ ก็ฉลาดพอที่จะทำความเข้าใจหมวดหมู่ของเว็บไซด์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อที่จะวัดคะแนนแล้วนำมาแสดงผล แน่นอนว่า จะวัดผลได้อย่างไรล่ะ ในตอนนั้นก็ใช้การดูเนื้อหาที่มีความยาว มีปฏิสัมพันธ์ มีการได้โต้ตอบกันระหว่างผู้สร้างกับผู้อ่านนั่นล่ะ ยิ่งมีคอมเมนต์มาก ก็ยิ่งดี แบบนี้สินะ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นกิจลักษณะ แต่ก็ทำให้เราได้เห็นค่าคะแนนที่แตกต่างออกไป

16. Mobile Friendly Update (Mobilegeddon)

เริ่มให้ความสำคัญมาช่วงประมาณวันที่ 21 เมษายน 2015 ภายใต้เงื่อนไขที่เกณฑ์คะแนนของคุณจะดีก็ต่อเมื่อ เนื้อหา SERPs บน Mobile เนี่ยะ ต้องทำได้ดี รวมถึงการแสดงผลต่างๆ เช่นกัน เรียกได้ว่าเมื่อทำการสืบค้นด้วย Mobile หน้าเว็บไซด์ที่แสดงต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเช่นเดียวกับเดสท์ท้อป นั่นแหล่ะนะ

17. Pigeon Update

เริ่มใช้ในโซนอเมริกาก่อนเลย ในช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม 2014 ต่อมาก็ถึงเริ่มใช้ในโซนอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย ภายใต้เงื่อไขที่ต้องมีคุณภาพสูงสุด ในการแสดงผลและรวมถึงเนื้อหาด้วยนะจ๊ะ แน่นอนว่า google การอัพเดตครั้งนี้ต้องการให้เกิดความสัมพันธ์ในพื้นที่ แสดงผลจากการค้นหาโดยนำเนื้อหาของพื้นที่ใกล้เคียง มาแสดงก่อน อย่างเช่น ถ้าคุณหิวข้าว .. ร้านอาหารบริเวณนั้นก็จะถูกแสดงผลขึ้นมาทันที ในการปรับครั้งนี้ก็ช่วยให้เว็บไซด์ที่ปักหมุดพื้นที่ หรือทำ local seo ได้รับการแสดงผลได้ดีมากขึ้นถึง 50% เลยทีเดียว

18. Hummingbird update

เริ่มใช้ในช่วงวันที่ 22 สิงหาคม 2013 ซึ่งก็เป็นการพัฒนาให้ AI มีความเข้าใจอะไรมากยิ่งขึ้น ทำให้การแสดงผลเป็นไปได้ดีและตอบรับกับการค้นหามากยิ่งขึ้น หมายความว่า Humiingbird เนี่ยะ จะทำการแปลภาษาแล้วแสดงผลขึ้นมาได้อย่างอัตโนมัติ มีความเข้าใจทั้งเรื่องต่างภาษา ศัพท์แสลงต่างๆ มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการค้นหาแบบประโยคยาวๆ หรือการใช้คำถามมาเป็นการค้นหา จากเดิมที่จับ keyword เป็นคำๆ สำหรับ Hummingbird นั้นก็ไม่ต้องแล้วล่ะ เพราะระบบจะประมวลผลแล้วแสดงเนื้อหาที่สอดคล้องกับคำถามของคุณได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของการใช้ชื่อว่า Hummingbird ด้วยอ่ะนะ

19. Prirate Update

เริ่มใช้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2012 และประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2014 ซึ่งมันหมายถึงการให้ความสำคัญกับ “ลิขสิทธิ์” และจัดการเว็บไซด์เนื้อหาที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเด็ดขาดนั่นเอง

20. Penguin update

เริ่มใช้เมื่อประมาณวันที่ 24 เมษายน 2012 และได้ทำการปรับ พัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แน่อนนว่าสำหรับ Penguin นั้นให้ความสำคัญในเรื่องของสแปมและ link ที่ผิดปกติทั้งหลาย การอัพเดตก็ให้เท่าทัน รู้ทันเทคนิควิธี กลยุทธ์ที่เหล่านักพัฒนาหรือแฮคเกอร์ที่มีมาในรูปแบบต่างๆ นั่นแหล่ะ รวมถึงการจัดการกับกลุ่มคนสร้างเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการลบ link หรือการกู้คืนข้อมูลส่วนที่เสียหายจากการถูกรบกวนด้วยนั่นเอง

21. Panda update

เริ่มใช้เมื่อประมาณวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2011 ซึ่งมีการปรับพัฒนาอยู่ทุกวัน … จนถึงเดี๋ยวนี้อ่ะนะ panda ทำอะไรน่ะเหรอ ก็มีไว้จัดการกับคอนเทนต์ที่ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ คุณภาพต่ำยังไงล่ะ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหาที่ไม่มีมูลความจริง เนื้อหาหลอกลวง สแปมต่างๆ ยังรวมถึงเนื้อหาที่สปินบทความ สปิน keyword โดยใช่เหตุ และจัดการมันซะ!

และนี่ก็คือการสรุปข้อมูลคร่าวๆ ของประวัติการอัพเดท Google Algorithm (เฉพาะเหตุการณ์สำคัญ) เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจกระบวนการทำงานของอัลกอริทึมกูเกิ้ลได้มากขึ้นครับ

ที่มา : moz.com