ทำไม iOS 14 จึงปิดกั้นโฆษณา นักการตลาด Facebook ต้องรู้

ทำไม iOS 14 ถึงปิดกั้นโฆษณา นักการตลาด facebook ต้องรู้

การอัพเดทใหม่ของ ios 14 ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย ที่อาจทำให้ใครหลายคนสะอึกไปตามๆ กัน โดยเฉพาะนักการตลาดและพ่อค้าแม่ค้าบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook ผมจะมาอธิบายและบอกวิธีรับมือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่เราต้องรู้

ios 14 changes privacy

การเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นเสมอเป็นปกติของแพลตฟอร์ม Social media ต่างๆ อยู่แล้วนะครับ ไม่เว้นแม้แต่ facebook เองก็ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงเรื่องประสิทธิภาพการโฆษณาบนมือถือ Apple ios14 เรื่องของความเป็นส่วนตัว (privacy) เป็นนโยบายหลักของการใช้งานสื่อดิจิทัลทั่วโลก

ในต่างประเทศเองก็เริ่มใช้กันมานานแล้ว ข้อกำหนดสหภาพยุโรปว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) แต่สำหรับในประเทศไทยเองก็ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และมีความพยายามจะเริ่มบังคับใช้จริงในปีนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2560 และเหตุผลหลักก็เป็นในประเด็นเรื่องของความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มนั่นเอง

ทำไมต้องปิดกั้นโฆษณา?

การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งเราจะพบว่า “ผู้ใช้งาน” มักจะต่อต้าน ไม่ยอมรับเทคโนโลยีหรือระบบ จนกว่าจะทำให้คุ้นชินหรือเคยชินไปสักพัก การอัปเดทในหลายๆ ครั้งบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook ผมได้ยินเสียงกร่นด่าตั้งแต่เรื่องแรกๆ เช่น หน้าตาอินเทอร์เฟส (UI Design) ที่ดูยาก (เพื่อรองรับ Mobile 1st) หรือระบบอัลกอริทึมที่ลดการมองเห็น โฆษณาที่ราคาแพง แต่เรากลับพบว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

และครั้งนี้เองเช่นกันที่ทาง Apple ได้ปรับปรุงซอฟท์แวร์ iOS14 ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดก็กระทบคนทำโฆษณาเฟสบุ๊กอีกแล้ว เพราะนโยบายการทำโฆษณาที่ทำให้ธุรกิจเสียโอกาสทางการค้า แต่ผลประโยชน์สูงสุดก็คงจะหนีไม่พ้นผู้บริโภคที่จะได้รับความปลอดภัยทางข้อมูลมากขึ้น

apple vs facebook

iOS 14 ปิดกั้นโฆษณาจริงหรือ?

การปิดกั้นนี้ในมุมมองของนักพัฒนาหรือผู้ใช้งาน จะเรียกว่าปิดกั้น 100% คงจะไม่ใช่ เพราะว่าสิ่งที่กระทำคือ ระบบจะขออนุญาตผู้ใช้งานก่อน จึงสามารถแสดงโฆษณาขึ้นไป Social Media ที่ต้องการได้ ซึ่งที่ผ่านมานั้นการติดตามข้อมูล (Tracking) ของผู้ใช้งานที่ได้จาก Identifier for Advertisers (IDFA) ไม่ต้องขออนุญาตใดๆ ข้อมูลส่วนนี้ Facebook นำไปทำประโยชน์คือการสร้าง Conversion และทำ Re-marketing จากข้อมูลเหล่านี้

การเปลี่ยนแปลงนี้กระทบส่วนใดบ้าง?

ส่วนที่กระทบโดยตรงกับผู้ซื้อโฆษณา คือ โฆษณาประเภท Audience Network ที่โชว์บนหน้าจอแอปพลิเคชัน บนเว็บไซต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS โดยมันจะทำการปิดกั้นโฆษณาในตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ (ถ้าไม่อนุญาตคือหมดสิทธิ์)

ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ไว้ว่าอาจทำให้ทาง Facebook สูญเสียรายได้มากถึง 50% ของโฆษณาทั้งหมด และยังกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก (SME) เป็นอย่างมากเพราะธุรกิจขนาดเล็กไม่ได้เป็นที่รู้จักย่อมต้องซื้อโฆษณาในปริมาณที่สูง ผมคิดว่าไทยคงกระทบไม่มากเพราะคนไทยกว่า 80% ใช้ระบบ Android กันนะครับ แต่ธุรกิจออนไลน์ที่ขายสินค้าราคาสูงอาจกระทบนะครับ


ข้อจำกัดการสร้างโฆษณาที่จะเกิดขึ้นตามมา

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ส่งผลเพิ่มเติมผมจับประเด็นแบ่งเป็น 3 ข้อตามที่ Facebook ได้ประกาศดังนี้

1. Ad Creation Limitations

  • การติดตาม (Tracking) การเก็บข้อมูลเหตุการณ์ (Event Conversion) บนเว็บไซต์ ที่สร้างจากบัญชีโฆษณาจะสามารถใช้งานได้เพียง 8 เหตุการณ์ต่อ 1 พิกเซล (Facebook Pixel) หรือเรียกว่า 1 Domain Name จะสร้างกี่พิกเซลก็จะสร้าง Conversion ติดตามได้เพียง 8 เหตุการณ์ครับ
  • แอปพลิเคชั่นเชื่อมต่อการติดตามได้เพียง 1 บัญชีโฆษณา แต่ 1 บัญชีโฆษณาเชื่อมต่อการติดตามได้หลายแอปฯ
  • แคมเปญแอปพลิเคชั่น สร้างพร้อมกันได้ 9 แคมเปญต่อครั้ง แต่ละแคมเปญมีชุดโฆษณาไม่เกิน 5 ชุด
  • สร้างโฆษณาและส่งโฆษณาประเภท Reach และ Frequency ไปยังระบบปฏิบัติการ iOS ทุกอุปกรณ์

2. Reporting Limitations

  • แสดงข้อมูลวัดผลโฆษณาแบบ Real-Time ไม่ได้ต้องรอเป็นระยะเวลา 3 วัน
  • ข้อมูลการวัดผลโฆษณาในระดับชุดโฆษณา และระดับโฆษณา จะถูกรายงานว่าเป็น “ค่าประมาณการ” ไม่ใช่สิ่งยืนยันผลได้แน่นอนแล้วนะครับ
  • ปิดกั้นข้อมูลเชิงลึก เพศ อายุ จังหวัด พฤติกรรมการใช้งานบางชนิด ฯลฯ
  • เปลี่ยนช่วงการระบุที่มาจาก Impression ใน 28 วัน เป็นการคลิกในช่วง 1 วัน
  • การรับชมในช่วง 28 วัน เป็นการคลิกในช่วง 7 วัน
  • การรับชมในช่วง 7 วัน เป็นการคลิกในช่วง 1 วันและการรับชมในช่วง 1 วัน / การคลิกในช่วง 7 วันและการรับชมในช่วง 1 วัน

3. Targeting Limitations

  • ปรับ Privacy Policy ทำให้ระบบเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดเอง (Custom Audience) จากเว็บไซต์ทำได้น้อยลง
  • การสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกันก็เล็กลงไปด้วย (Lookalike)
  • ผลกระทบต่อการสร้างโฆษณาแบบไดนามิค Dynamic Ads เพราะการถูกจำกัดการเรียนรู้ของระบบการเรียนรู้โฆษณา (Learning) ตกต่ำลง

4 วิธีแก้ไขเมื่อโดนปิดกั้นโฆษณา

  1. ผู้ประกอบการต้องทำการยืนยันโดเมน (Verufy Domain) ในเครื่องมือจัดการธุรกิจ (Facebook Business Manager) ซึ่ง 1 โดเมนสามารถยืนยันได้กับ 1 Business Manager เท่านั้น โดยเข้าไปที่ตัวจัดการธุรกิจ > การตั้งค่าธุรกิจ > ความปลอดภัยของแบรนด์ > โดเมน > ใส่ชื่อโดเมนเนมที่ต้องการยืนยัน
  2. วางแผนการสร้างเหตุการณ์ที่ต้องการเก็บข้อมูลการใช้งานจาก Facebook Pixel เพราะทำได้แค่ 8 เหตุการณ์
  3. หากต้องการเก็บเหตุการณ์มากกว่านั้น จำเป็นต้องมีเว็บไซต์สำรอง เซลล์เพจ หรือเว็บไซต์ที่ 2 เพื่อติดตามได้เพิ่มอีก 8 เหตุการณ์
  4. อัปเดท Facebook SDK สำหรับ iOS 14 (สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น)

ข่าวดีสำหรับเพื่อนๆ ตอนนี้ผมเปิด wordshop คอร์สอบรม SEO สาย Content โดยเฉพาะแล้วนะครับ สามารถเข้ามาสอบถามและลงทะเบียนได้ที่นี่เลยครับ

สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ผลกระทบคงไม่ใช่กับผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคแต่อย่างใดเลย แต่กระทบกับผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเราไม่จำเป็นต้องซีเรียสจนเกินไป เพียงแค่ปรับตัวและหาวิธีต่อกรกับระบบได้อย่างถูกต้องก็เพียงพอแล้วครับ