4 วิธีเช็กความเร็ว และปรับ PageSpeed Insights ให้เว็บติด SEO ง่ายขึ้น
เว็บไซต์ยุคใหม่ต้องเปิดได้ รวดเร็วทันใจ นั่นเพราะว่าความเร็วของเว็บไซต์มีผลต่อ User Experience โดยตรง วันนี้จะมาแนะนำ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ช่วยให้เว็บไซต์เรา รวดเร็ว ทันใจมากขึ้น เพื่อให้มีคะแนน Google PageSpeed Insights 90+
ทำไมต้องเพิ่มความเร็ว PageSpeed Insignts ให้ได้ 90 ขึ้นไป
ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ หรือ PageSpeed คือ ความเร็วที่หน้าเว็บจะแสดงผล ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ โดยวัดจากความเร็วในการโหลดข้อมูลต่างๆ บนหน้าเว็บ เช่น รูปภาพ ข้อความ วีดีโอ
Google จึงเห็นความสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยตรง และได้นำตัวชี้วัดนี้เองมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการทำอันดับ SEO หรือที่รู้จักกันว่าคือคะแนน Core Web Vitals โดยแบ่งเกณฑ์การวัดผลหลักๆ ได้ ดังนี้
- LCP – ประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี ภายใน 2.5 วินาทีแรกของการเริ่มโหลดหน้าเว็บเพจ
- INP – การตอบสนอง เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี ต้องทำให้ INP น้อยกว่า 200 มิลลิวินาที
- CLS ความเสถียรของภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี ต้องทำให้มีคะแนน CLS ต่ำกว่า 0.1 วินาที

อยากให้เว็บไซต์เร็วขึ้นควรทำอะไรบ้าง
- ติดตั้งปลั๊กอิน Cache เสริม เช่น WP-Rocket
- แก้ไข Code หลังบ้านที่เป็นตัวถ่วงเว็บไซต์ หรือ Code ที่เป็นรุ่นเก่า
- อัปเกรดเวอร์ชั่น Php ของหลังบ้าน WordPress
- อัปเกรด Theme เว็บไซต์ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด หรือเลือกใช้ Theme ที่เล็ก และเบา
- เลือกใช้ Host Server ที่มีคุณภาพ เช่น Siteground, Google Cloud, AWS
- ตั้ง Lazyload ให้กับรูปภาพหน้าเว็บไซต์
- ย่อไฟล์ ขนาดของภาพประกอบให้เหมาะสมกับแต่ละหน้าจอ
บริการแต่ง On-Page SEO และ PageSpeed Insight
เรามีบริการ รับทำเว็บไซต์ WordPress พร้อมปรับแต่ง อัปสปีดให้เว็บติด SEO ในขั้นตอนเดียว
- SEO-Friendly – ช่วยจัดการระบบเนื้อหา (CMS) ให้เว็บไซต์จัดการง่ายขึ้น
- SEO-Structure Optimization – วางโครงสร้างเว็บไซต์ ให้เหมาะแก่การทำ SEO รวมถึงฟีเจอร์ ปลั๊กอินไม่ซ้ำซ้อน
- Security – อัปเดตซอฟแวร์ และปลั๊กอินพร้อม Backup ให้เว็บคุณปลอดภัย 24 ชม.
- Theme & Plug-in ที่สามารถอัปเกรดได้แบบ Life-time (ตลอดชีพ) ที่เราเท่านั้น
- Responsive Design – รองรับการแสดงผลทุกหน้าจอ ทุกอุปกรณ์
เครื่องมือเช็กความเร็วเว็บไซต์
เครื่องมือเช็กความเร็วเว็บไซต์มีหลายประเภท แต่ที่นิยมใช้กันคือ
- Google PageSpeed Insights สำหรับวิเคราะห์ประสิทธิภาพและความเร็วเว็บไซต์
- GTmetrix สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกพร้อมคำแนะนำ
- Pingdom สำหรับการตรวจสอบประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์
- และ WebPageTest สำหรับการทดสอบขั้นสูง
1. Google Pagespeed Insights
เครื่องมือฟรีจาก Google ที่ให้คะแนนประสิทธิภาพเว็บไซต์และวิเคราะห์ Core Web Vitals พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุงทั้งสำหรับ Mobile และ Desktop แบบละเอียดยิบ
ประโยชน์ Google PageSpeed Insights
- วัดประสิทธิภาพ – วิเคราะห์และวัดค่าความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ รวมถึงตัวชี้วัดอื่น ๆ
- ให้คำแนะนำ – รู้สาเหตุที่ทำให้เว็บไซต์ช้า พร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกในการปรับปรุง เช่น การบีบอัดรูปภาพ การย่อโค้ด และการลดจำนวนคำขอ HTTP
- ตรวจสอบการทำงานของเว็บ – ตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้ทั้งบนมือถือและเดสก์ท็อป โดยใช้ข้อมูลจากผู้ใช้จริง (Field Data)
- มีผลต่อ SEO – ความเร็วของเว็บไซต์เป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับของ Google เราจึงควรปรับปรุงให้เว็บไซต์เร็วขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับที่ดีขึ้น และรวดเร็วขึ้น
2. GTmetrix
เครื่องมือวิเคราะห์ความเร็วและประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ประเมินว่าเว็บไซต์ของตนโหลดเร็วแค่ไหน พร้อมให้คำแนะนำเพื่อนำไปใช้งานปรับปรุงประสิทธิภาพแบบง่ายๆ
จุดเด่นของ GTmetrix
- ด้านประสิทธิภาพ – วิเคราะห์ประสิทธิภาพเว็บไซต์โดยใช้ตัวชี้วัดจาก Google Lighthouse และคำแนะนำของตนเอง เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนเกี่ยวกับส่วนที่ต้องปรับปรุง
- ให้คำแนะนำ – ให้คำแนะนำเฉพาะเจาะจง เช่น การบีบอัดรูปภาพ การลดเวลาโหลด JavaScript หรือประสิทธิภาพเซิร์ฟเวอร์ เพื่อช่วยปรับปรุงความเร็วของเว็บไซต์
- ภาพรวม – แสดงข้อมูลสรุป เช่น เวลาโหลดทั้งหมด / size หน้าเว็บ / จำนวนคำขอ
- กราฟแผนภูมิ – แสดงลำดับและระยะเวลาของแต่ละองค์ประกอบขณะโหลด เพื่อให้เราทราบถึงส่วนที่ทำให้เว็บไซต์ช้า
- จำลองประสบการณ์ผู้ใช้งาน – จำลองการเข้าชมเว็บไซต์จากเบราว์เซอร์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้เข้าใจประสิทธิภาพในหลายๆ รูปแบบ
- การเปรียบเทียบ – ให้คะแนน เปรียบเทียบประสิทธิภาพกับเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อให้เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณมีอันดับเป็นอย่างไร
3. Pingdom
ตรวจสอบประสิทธิภาพและความพร้อมใช้งานของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน และช่วยให้ทราบว่าเว็บไซต์ออนไลน์อยู่หรือไม่ วิเคราะห์ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเพื่อช่วยปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ โดยมีเครื่องมือหลากหลาย เช่น ทดสอบความเร็วเว็บไซต์ การตรวจสอบการใช้งานจริง (RUM) และการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรของเว็บไซต์
จุดเด่นของ Pingdom
- ตรวจสอบสถานะเว็บไซต์ (monitoring) – ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณออนไลน์ตลอดเวลาหรือไม่ มีล่มบ้างหรือไม่
- ทดสอบความเร็วเว็บไซต์ – แสดงเวลาที่ใช้ในการโหลดหน้าเว็บ และแยกเวลาที่ใช้ไปกับส่วนประกอบต่างๆ เช่น Image, JavaScript, CSS ทำให้รู้สาเหตุและจุดที่ต้องปรับแต่ง
- วิเคราะห์ประสิทธิภาพ – รายงานและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเว็บ
- ตรวจสอบผู้ใช้จริง – แสดงผลรายงานของผู้ใช้จริงรับประสบการณ์อย่างไรกับเว็บไซต์
- ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน – ตรวจสอบประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์และแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. WebpageTest
เครื่องมือทดสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ฟรีแบบโอเพนซอร์ส ที่ช่วยวิเคราะห์และวัดความเร็วของเว็บไซต์ได้อย่างละเอียด
- มีการทดสอบจากหลายแหล่ง – สามารถทดสอบเว็บไซต์ได้จากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ทั่วโลกได้ เพื่อวัดดูประสิทธิภาพ
- ทดสอบจากอุปกรณ์จริง – จำลองการเข้าชมจากอุปกรณ์จริง เช่น เดสก์ท็อปและมือถือรุ่นต่างๆ ได้ และเบราว์เซอร์ต่างๆ ได้
- มีความยืดหยุ่น – ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการทดสอบได้อย่างละเอียด เช่น ความเร็วอินเทอร์เน็ต ปิดการใช้งาน JavaScript
- ให้ข้อมูลเมตริกที่ละเอียด – อาทิเช่น เวลาในการโหลด TTFB, การวิเคราะห์แบบ Waterfall เพื่อแสดงลำดับการโหลดของหน้าเว็บ
- ฟีเจอร์ให้เปรียบเทียบ – ในการโหลดของหลาย URL พร้อมๆ กันโดยใช้มุมมองแบบ Filmstrip เพื่อดูความแตกต่างได้ชัดเจน
- มี API สำหรับนักพัฒนา – สำหรับการทำ CI/CD ทำให้นักพัฒนาสามารถรวมการทดสอบประสิทธิภาพเข้ากับเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติได้
จากงาน research พบว่าหน้าเว็บเพจที่โหลดนานมากกว่า 3 วินาที มีแนวโน้มที่ผู้ใช้งานจะออกจากเว็บไซต์ ไปใช้งานเว็บไซต์ที่รวดเร็วกว่าแทน ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจ เสียลูกค้า และยังกระทบกับ การทำ SEO เพราะว่าการทำอันดับ SEO นั้น ค่า sessions ต่างๆ เหล่านี้มาเป็นตัวประเมินคุณภาพเว็บไซต์นั่นเอง อ่านเรื่อง Core web Vitals

Adisorn Kaewchansilp (พี่หมีฮาร์ดเซลล์)

