E-A-T และ YMYL คืออะไร ทำไมช่วยให้การทำ SEO ดีขึ้นได้

EAT and YMYL Google

E-A-T คืออะไร ทำไมใครๆ ก็ให้ความสำคัญและเชื่อว่าเจ้า E A T มีส่วนสำคัญในการจัดอันดับบนหน้า SERPs ของ Google ซึ่งเกิดคำถามมากมายว่า E-A-T มีหลักเกณฑ์ยังไง ทำไมถึงสามารถยึดโยงมาให้ความสำคัญกับการทำคะแนนของเว็บไซต์ขนาดนั้น และเจ้า E-A-T จะมีความสำคัญในระยะยาวหรือไม่ 

อย่างที่หลายคนเชื่อกันว่า คุณภาพของเว็บไซด์นั้นค่อนข้างมีความสำคัญต่อการทำ SEO อย่างมากเลยทีเดียว จึงได้นำหลักการของ E-A-T มาเชื่อมโยงให้สร้างคุณภาพของเนื้อหาเพื่อให้ Google เทคะแนนความน่าเชื่อมาให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เริ่มใช้เมื่อปี 2019)

แน่นอนว่า ย่อมเกิดความน่าสงสัยแล้วล่ะ หากว่ามีเว็บเพจมากกว่า 2 เว็บเพจ ที่ใช้หลักการนี้และนำเสนอเนื้อหาที่คล้ายกัน อะไรจะเป็นปัจจัยการมอบมง ลงคะแนนให้กับเนื้อหาในเว็บไซต์นั้น แล้วเหตุใด Google จึงเลือกนำขึ้นมาแสดงในหน้าแรก

E-A-T อาจสำคัญแต่ไม่ได้หมายความว่า มันจำเป็นหรอกนะ

อย่างที่เราทราบกันดีว่า Google มีการปรับ Algorithms อยู่อย่างต่อเนื่องเพื่ออะไรน่ะเหรอ..ก็เพื่อให้เข้าใจภาษามนุษย์ได้อย่างถูกต้อง ราวกับว่าเรากำลังปรึกษา หรือพูดคุยกับมนุษย์ด้วยกันนั่นแหละครับ

User : เฮ้!! นายคิดว่าเย็นนี้เราควรไปกินข้าวที่ไหนดีนะ

Google : แสดงเนื้อหามื้อเย็นในพื้นที่ใกล้เคียงที่เราอยู่ในทันที

จากเดิม คุณอาจจำเป็นต้องใส่ keyword และสัญลักษณ์ร่วมเข้าไป เพื่อให้ Google แสดงคำตอบที่คุณต้องการ แต่ปัจจุบัน เพียงแค่คุณค้นหาด้วยประโยชน์สนทนาที่ละม้ายคล้ายกับการคุยกับเพื่อนลงไปใน Google ก็พร้อมที่จะตอบสนองแล้วตอบโต้คุณได้อย่างทันท่วงที

ในอนาคตอันใกล้เราก็เชื่อว่าเทคโนโลยี วิวัฒนาการของ google จะมีความธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นมันยิ่งทำให้เราอยากค้นหา อยากผูกสัมพันธ์และ อยากเป็นเพื่อนกับมันมากขึ้นเช่นกัน

แน่นอนว่ามันทำให้ผู้สร้างบทความ นักเขียนทั้งหลาย ต้องกลับมานั่งพิจารณาเรื่องราวที่ถ่ายทอดเสียใหม่ นั่นจะเป็นปัญหากับนักวิชาการหรือไม่ หากทุกถ้อยคำเป็นภาษาหนังสือ ไม่ใช่ภาษาสนทนาอย่างที่ Google กำลังปรับตัว ดังนั้นเจ้าโครงสร้างหลักการของ E-A-T จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณ (ผู้สร้างเนื้อหา) เป็นมิตรกับ Algorithms ได้เป็นอย่างดี

ด้วยการปูทางให้มันเข้าใกล้และหยิบบทความของคุณขึ้นมาแสดงง่ายขึ้น ลักษณะมันก็เหมือนกับการที่คุณคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี พูดจาภาษาเดียวกัน รู้สึกถูกใจในมิตรภาพนี้ เพราะมันไม่ต้องแปลแล้วแปลอีกว่าเนื้อหาของคุณกำลังสื่อถึงอะไร และคุณเองยังมีการจัดลำดับเรื่องราวเป็นขั้นตอนทำให้เมื่อได้รับข้อมูลจากผู้ใช้ Google จะวิเคราะห์และรู้ทันทีว่า นี่เป็นเรื่องที่เพื่อนของมันกำลังต้องการคำตอบ มันก็พร้อมจะแสดงเนื้อหาของคุณทันที

ถึงอย่างไรมันก็ยังไม่มีใครสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า E-A-T คือ องค์ประกอบสำคัญในการทำ SEO อยู่ดี แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การที่คุณวางโครงสร้างด้วยหลักการของ E-A-T มันก็ยังช่วยทำให้อันดับของคุณดีขึ้นได้อยู่ดีครับ

E-A-T คืออะไร

E-A-T คืออะไร

E-A-T เป็นตัวย่อของปัจจัยหนึ่งในการจัดอันดับเนื้อหา ผมขอเรียกว่ามันคือวัตถุประสงค์ที่มันมีประโยชน์ครับ (Beneficial Purposes)

  • E = Expertise (ความเชี่ยวชาญ)
  • A = Authoritativeness (มีอ้างอิง หลักฐานที่น่าเชื่อถือ)
  • T = Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)

ถ้าแปลจากตรงนี้ ให้เห็นใจความสำคัญของแต่ละส่วนกันไปเลย มันก็สมเหตุสมผลนะผมว่า แน่นอน เนื้อหา บทความที่มันควรจะแสดงขึ้นมาเพื่อเป็นคำตอบให้กับคนที่ค้นหา มันควรจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน ไม่บิดเบี้ยว และต้องเป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างสมเหตุสมผล

ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับ E-A-T อย่างไม่ติดขัด มันหมายความว่า หากคุณสร้างเนื้อหา บทความ  เว็บไซด์ขึ้นมา จะมานั่งเทียนเขียนมั่ว มโนแบบไร้ที่มาไม่ได้ ต้องมีแหล่งอ้างอิง (reference) มีที่มาที่ไป เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง ชุดข้อมูลนั้นมาจากไหน อะไรที่เป็นส่วนสนับสนุนเนื้อหานั้น มีใครเคยกล่าวไว้หรือได้มีงานวิจัยไหนได้ทำการพิสูจน์ไว้ว่าอย่างไรบ้าง

นอกจากจะช่วยทำให้บทความ เนื้อหาของคุณมีคุณภาพอย่างมาก การที่คุณสร้างเว็บไซต์ให้ปลอดภัย ให้ห่างไกลจากสแปมต่างๆ ด้วยระบบการปกป้องด้วย มันยังแสดงถึงความปลอดภัยต่อข้อมูลของคุณและผู้เข้าใช้เว็บไซต์ ยิ่งเป็นตัวช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพที่ดี

Expertise

E ตัวแรก พูดง่ายๆ ก็คือ คุณควรจะเป็น กูรู (Guru) หรือผู้รู้จริง รู้แน่รู้ลึกในเรื่องอะไรสักอย่าง เช่น ทำอาหารก็ต้องรู้เคล็ดลับเทคนิค ซึ่งกลุ่มคนทำอาหาร เขาก็จะมีเคล็ดลับพิเศษที่ถ่ายทอดออกมาอย่างดี หรือ คุณเก่งเรื่องมอเตอร์ไซต์ โอ้โห ทุกน็อต ทุกรู คุณดูป้าดเดียวรู้เลยว่า เกิดจากสาเหตุอะไร แบบนี้แหละคือผู้คนที่โลก Google ต้องการ

การจะเป็นคนที่เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง แน่นอนว่าต้องไม่ใช่การอ่านแล้วเอามาเล่า หรือมาแต่งเติมเสริมไป.. จะว่าไป ก็ไม่ใช่ว่าจะทำกันไม่ได้ ก็อย่าให้ Google เขาจับไต๋ได้ก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้น คะแนนคุณก็ตก คนเก่งคนอื่นที่รู้จริง รู้ลึก และถ่ายทอดได้เก่งก็แซงคิว ล้ำหน้าไปอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับใครที่ไม่ได้มีดีกรีอะไรมาการันตี ก็ไม่ต้องกังวลไปเลย เพราะ “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” Google เขาก็มองว่าการที่คุณจะเก่ง จะรู้จริงในสิ่งใด คุณก็ต้องเป็นคนที่ถ่ายทอดได้ดี หมายถึงการที่มีโครงสร้างเนื้อหาที่ดี รู้ว่าจะลำดับเรื่องราวยังไง แน่นอนว่า ไม่เพียงแค่เฉพาะเนื้อหาที่คุณได้สร้างมาเท่านั้นแต่เชื่อมโยงไปถึงการที่คุณพยายามให้เครดิตของเนื้อหาที่คุณนำมาอ้างอิง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการข้อมูลเท็จจริงที่ได้หยิบขึ้นมาพูดถึง

เช่น คุณจะกำลังจะสร้างเนื้อหาเกี่ยวกับ “น้ำมันหล่อลื่น” คุณจะรู้ได้อย่างไร จะบอกยังไง ว่าน้ำยาหล่อลื่นนั้นมีประสิทธิภาพที่ดีอย่างไร เหมาะสมกับอะไร หากไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ หรือมีโครงสร้างองค์ประกอบ ส่วนประกอบสำคัญของน้ำยาหล่อลื่นชนิดนั้นๆ มันจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร หากคุณเพียงแค่เหมือนการเป็นการบอกเล่าจากประสบการณ์ ความรู้สึก แต่ไม่มีหลักการและเหตุผลที่เชื่อถือได้มารองรับ.. มันก็ยากที่จะเชื่อ

Authoritativeness

ความน่าเชื่อถือและมีการอ้างอิง การให้ความสำคัญของสิ่งนี้มันช่วยได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณหยิบยกประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่มีค่า Page Ranking (PR) ของเว็บไซต์นั้นขึ้นมาอ้างอิงด้วย ยิ่งเป็นการส่งเสริมกันและกัน ยิ่งค่า PR อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก็หมายความว่า แหล่งอ้างอิงของคุณนั้น เชื่อถือได้ขึ้นมาบ้างแล้ว

ซึ่งค่าคะแนน PR จะว่าไปก็คล้ายกับคะแนนโหวต ขวัญใจมหาชนอะไรแบบนั้นแหล่ะ ถ้าไม่ดีจริง ไม่รู้เรื่อง เนื้อหาไม่ดี ใครจะเข้าไปอ่านและใช้เวลาอยู่ในนั้นจริงไหมละ แถมยังมีผู้ใช้งานเข้ามาดูข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

เปรียบง่ายๆ เหมือนกับหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เป็นผลงานของนักเขียนระดับตำนาน คุณต้องต่อคิวเพื่อรอซื้อและให้เขาเซ็นลายเซ็นให้ แปลว่าถ้าหนังสือนั่นไม่ดีจริง ไม่น่าอ่าน จะมีคนจำนวนมากต่อคิวเพื่อรอซื้อเหรอ

พี่หมีฮาร์ดเซลล์

Trustworthiness

สุดท้ายตัว T นี้ คือความน่าเชื่อถือ แน่นอน เมื่อคุณเก่ง เชี่ยวชาญ มีเหตุและผล มันก็ต้องมีความน่าเชื่อถือด้วย นี่เป็นส่วนสุดท้ายที่คุณต้องแสดงฝีมือ ทั้งการลำดับเนื้อหา การตอบโจทย์การค้นหาของ Google และการมัดใจถ่ายทอดเนื้อหาให้คนอ่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ มันยิ่งช่วยให้คุณกลายเป็นบุคคลหนึ่งที่เมื่อมีปัญหา ข้อสงสัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้ค้นหา ย่อมจะต้องคิดถึงคุณเป็นคนแรก!! แล้วคุณมีแผนการนั้นอย่างไร? 

การทำให้ใครคนจำนวนหนึ่ง ยอมรับในฝีมือ ในความรู้ ในศักยภาพ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ไม่ยากเกินกว่าคุณจะทำมันได้หรอก

คุณจะทำอย่างไรให้คนเชื่อ! ในโลกโซเชียลนี่ไม่ยากเลย อย่างน้อยหากมีคนอ่านเนื้อหาคุณ เขาชอบ เขาแชร์ เขามีการตั้งคำถาม เขามีปฏิสัมพันธ์ คุณมีการตอบโต้ ตอบคำถาม มีการเชื่อมโยงทั้งรับและส่ง คุณก็กลายเป็นขวัญใจเขาได้แบบไม่ยาก

ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ไม่ใช่เพียงเนื้อหาบทความ ตัวอักษร การเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่องค์ประกอบของภาพ วิดีโอ การยกตัวอย่าง กรณีศึกษาต่างๆ มันต้องควบคู่กันมา เพราะนี่เรากำลังพูดถึงการมัดใจคนอ่าน ทำยังไงให้คนรัก อ่านพื้นฐานการทำ SEO จะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการนี้มากยิ่งขึ้นครับ

E-A-T เกี่ยวกับ YMYL ได้อย่างไม่น่าสงสัย

YMYL หรือ “Your Money or Your Life”

Google ให้ความใส่ใจกับเว็บไซต์ที่มีการขายสินค้า อีคอมเมิร์ซ การเงิน สุขภาพ การดูแลตัวเอง กฎหมาย การใช้ชีวิต มันจึงจำเป็นเหลือเกินที่ต้องมีเนื้อหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่เขียนมั่วๆ แบบไม่มีความรู้หรือหยิบเรื่องราว ยกเหตุผลขึ้นมาให้คนเข้าใจผิดแล้วมีผลกระทบต่อชีวิตผู้คนครับ

เช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน แต่กลับมีเนื้อหาชักชวนให้คนเอาเงินไปฝังใต้ต้นไม้ เพื่อรากฐานชีวิตที่ดี หรือเป็นเว็บไซต์พนันหลอกลวงเงินผู้คน แบบนี้ก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะเป็นการชี้ให้คนเห็นถึงการกินหอมแดงสดๆ เพื่อชีวิตยาวนาน คงกระพัน แบบนี้ก็ไปกันใหญ่

ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างเนื้อหามอมเมา ทำให้เข้าใจผิด (misleading) ชี้ให้เห็นความสำคัญกับอะไรบางอย่างเพื่อสนับสนุนสินค้า หรือบริการของคุณเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้น YMTL เลยเข้ามามีบทบาทกับเว็บไซต์ที่มีการขายและการให้บริการเหล่านี้ แน่นอนว่าเนื้อหาของคุณจึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับ E-A-T อย่างไม่ต้องสงสัย หากคุณผ่านด่าน E-A-T อย่างสมบูรณ์ ก็ไม่มีอะไรน่าวิตกครับ

Google ให้ความสำคัญกับหน้า YMTL ในเนื้อหาอะไรบ้าง?

  1. ข่าวสาร (News) เหตุการณ์ปัจจุบันที่มีผลกระทบต่อสังคม ต่อผู้คน อย่างเช่นตอนนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพ เช่น ข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 (covid-19) เป็นต้น
  2. เนื้อหาที่เกี่ยวกับการเมือง รัฐบาล กฎหมาย การหาเสียง ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การครองชีพของคน ความเป็นอยู่ของมนุษย์
  3. การเงิน การธนาคาร การลงทุน เงินกู้ ผลกระทบตรงต่อสุขภาพทางการเงิน การใช้ชีวิต
  4. เว็บไซต์ขายสินค้า ให้บริการ อีคอมเมิร์ซ ที่ต้องใช้ข้อมูลส่วนตัว การเข้าถึงบัตรเครดิต ต้องมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น
  5. สุขภาพ ความปลอดภัย ยารักษาโรค โรงพยาบาล ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการชีวิตมนุษย์ 
  6. ศาสนา ความเชื่อ สัญชาติ ลักษณะทางเพศ ลักษณะภายนอก การเจ็บป่วยที่มีผลต่อรูปลักษณ์ ที่อาจนำไปสู่การขัดแย้งในการใช้ชีวิต 
  7. การชี้นำให้มีการปรับพฤติกรรม เช่น โภชนาการ การออกกำลังกาย ธุรกิจฟิตเนส การหางาน การศึกษา มุมมองการใช้ชีวิต เป็นต้น

แน่นอนว่าหากเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวนี้ ก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องสร้างเนื้อหาให้มีคุณภาพมากที่สุด ไม่อย่างนั้นแล้วก็ส่งผลต่อคะแนนในการทำ SEO ได้ มาถึงจุดนี้พอจะมองออกถึงความสำคัญของ E-A-T มากขึ้นแล้วหรือยัง เนื้อหาต้องดี หัวข้อต้องได้ ต้องเกี่ยวข้องกันอย่างไม่ขัดแย้ง หากหัวข้ออีกเรื่องเนื้อหาเป็นอีกเรื่องแบบนี้ ก็ไม่ดีเช่นเดียวกัน

รู้ได้ยังไงว่าเนื้อหาของเราไม่เข้าเกณฑ์ และมีคุณภาพต่ำ

  1. ไม่ให้ความสำคัญกับ E-A-T 
  2. คุณภาพของเนื้อหาสำคัญอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
  3. เนื้อหาสำคัญไม่ได้เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับแม่และเด็ก แต่เนื้อหากลับเป็นเรื่องการออกกำลังกาย หรือโภชนาการสำหรับคนลดความอ้วน เป็นต้น 
  4. ใช้หัวข้อที่โอเว่อร์ เกินจริง ทำให้ตกใจ หรือลิงก์หัวข้อหลอก ลวงให้กดคลิก (clickbait)
  5. ไม่มีแหล่งอ้างอิง ไม่เปิดเผยตัวตน ไม่มีที่มาที่ไป ไม่รู้ว่าใครเขียน เขียนเพื่ออะไรกันแน่
  6. เนื้อหาขัดแย้งกับงานวิจัยอื่น โดยไม่มีข้อเท็จจริง กล่าวหา ดูหมื่นผู้อื่น โจมตีผู้อื่นในเชิงลบ เป็นต้น

ทำอย่างไรเมื่อพบว่า เนื้อหา บทความ มีคุณภาพต่ำ

  1. เปิดเผยตัวตนผู้เขียน ใครเป็นคนเขียนระบุไปเลย เช่น คุณเป็นคนสร้างเนื้อหานั้นขึ้นมาก็บอกชื่อ นามสกุล รวมถึงจะยิ่งดีเข้าไปอีกหากบอกได้ว่าคุณมีดีกรีอะไร ประสบการณ์ยังไง มีความเชี่ยวชาญเรื่องนั้นยังไง ไม่ต้องยาว บอกเป็นตำแหน่งไปก็ได้ อย่างเช่น พี่หมีฮาร์ดเซลล์ SEO Expert อะไรแบบนี้ การที่ผู้อ่านจะยอมรับและเห็นว่าเนื้อหานั้นน่าเชื่อถือ เขาย่อมต้องรู้ว่าคุณน่ะเป็นใคร ไม่ใช่นายหมี หมีไหน? ที่ไหน แอบอ้างเอาผลงานคนอื่นมาเขียนมั่วๆ ให้ความรู้และเข้าใจแบบผิดๆ 
  2. การสร้างหน้าประวัติผู้เขียน (about us / contact us) เพื่อส่ง Internal link ไปดูข้อมูลได้ว่า คุณเป็นใคร อะไรจากไหน ให้น่าสนใจ อย่าลืมระบุที่อยู่ หรือช่องทางการติดต่อ การที่ข้อมูลนี้ไว้ไม่ใช่ให้ใครเข้ามาจีบนะครับ แต่เพื่อเป็นการระบุว่าคุณน่ะ มีตัวตนอยู่จริง หากมีสิ่งไหนที่ติดใจ ก็ติดต่อทักทาย สอบถามข้อมูลได้ ซึ่ง Google เขาก็จะมองเห็นด้วยว่าคนนี้คือใคร มีอะไรเชื่อมโยงอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต มีช่องทางการติดต่อเยอะแค่ไหน (ยิ่งมีเยอะ ก็น่าเชื่อถือ)
  3. เนื้อหาไหนประเมินแล้วว่าคุณภาพต่ำ ให้ลบออก ไม่ต้องกลัวว่า เอ๊ะ เนื้อหานี้ traffic ดีจังมีคนแชร์เยอะ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องหลอกลวง ผู้อ่านมองปราดเดียวคุณก็รู้ว่า มันสร้างความลำบากใจให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง ก็เอาออกไปอย่าเสียดาย แล้วสร้างขึ้นใหม่ คราวนี้ก็สร้างเนื้อหาด้วย E-A-T จะบอกว่า การที่ลบแล้วสร้างใหม่ให้คุณภาพดีกว่าเดิมนี่ มันช่วยเรื่อง SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ

Google อัปเดทล่าสุด E-E-A-T เปลี่ยนอะไรบ้าง 2025

E-E-A-T Factor คือ เกณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ Google อัปเดตจาก E-A-T เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์ในปัจจุบัน โดยปรับเป็น 4 ส่วน ดังนี้

  • Experience (ประสบการณ์) ของผู้สร้างเนื้อหา
  • Expertise (ความเชี่ยวชาญ)
  • Authoritativeness (ความมีอิทธิพล)
  • Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)

Google เพิ่ม Factor ใหม่เข้ามาคือ Experience หรือประสบการณ์ และประสบการณ์ในที่นี้คือ ประสบการณ์โดยตรงของผู้สร้างเนื้อหา (Content) ว่ามีประสบการณ์โดยตรง หรือประสบการณ์จริง เช่น การเขียนรีวิวผลิตภัณฑ์ใดสักชิ้นหนึ่ง ตัวผู้เขียนจำเป็นต้องแชร์ “ประสบการณ์ที่ฉันเคยผ่านมา” หรือ ประสบการณ์จาก “การได้ทดลองใช้จริง” และสิ่งนั้นคืออะไร ช่วยอะไร ได้ผลเป็นยังไง มีความคิดเห็นกับสิ่งนั้นเป็นอย่างไร

How to 5 วิธีปรับเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้อัปเดทต่อ E-E-A-T Factor

1. สร้าง Link Building ที่มีคุณภาพ

จัดการวางแผนการวาง Internal & External link ให้ดีเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เชื่อมโยงกันอย่างถูกต้องไหม มี Achor text ลิงก์ไปยังเนื้อหาดังกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติแล้วหรือยัง รวมถึงการสร้าง Backlink จาก Off-page SEO ที่มีคุณภาพ Backlink ที่ได้มาจากแหล่งที่มีชื่อเสียง และเป็นตัวจริงที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องราวนั้นๆ

2. สร้างการพูดถึง การอ้างอิง จากแหล่งน่าเชื่อถือ

การโดนอ้างอิง พูดกล่าวถึงในแง่มุมที่ดี ไม่ว่าจะจากทั้งเว็บไซต์ธุรกิจด้วยกัน หรือบนโซเชียลมีเดียต่างๆ สามารถทำให้เว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การถูกพูดถึงสามารถทำได้หลายวิธีนอกจากการเขียนเนื้อหาที่มีประโยชน์ แก้ไขปัญหาได้จริง เราอาจไปสร้างช่องยูทูปเพิ่ม เพื่อสร้างเนื้อหาคุณภาพ การทำ Podcast หรือการไปรับเป็นแขกรับเชิญ เขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์แบรนด์ธุรกิจอื่น ที่เรามีความเชี่ยวชาญ ทำให้เราไปปรากฎอยู่บนเว็บไซต์อื่นๆ ส่งลิงก์เครดิตกลับมายังเว็บไซต์เราได้

3. ปรับปรุงข้อมูลเนื้อหาเว็บไซต์ ให้เป็นปัจจุบัน

ปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะเนื้อหาแบบตามกระแส (Tropical Content) ที่อาจจะเก่าแล้วมีสิ่งใหม่อัปเดทเข้ามา หรือแม้แต่เนื้อหาแบบ Evergreen Content ซึ่งต้องเน้นความถูกต้อง จะเป็น How to หรืองานวิจัย ก็มีการอัปเดทตลอดเวลาเช่นกัน

4. สร้างเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ และมีชื่อเสียง

เนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ผู้ที่ทำงานด้านนั้นๆ และมีประสบการณ์ตรง เช่น ถ้าคุณทำเนื้อหาเกี่ยวกับความสวยความงาม ศัลยกรรม การรักษาโรค ก็อาจต้องใช้ แพทย์เฉพาะทางในการสร้างสรรค์เนื้อหา การเงิน ใช้นักเศรษฐศาสตร์ เนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร ก็อาจต้องไปสัมภาษณ์เชฟทำอาหาร เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ตรง ให้ออกมาดีที่สุด

5. โปรโมตเผยแพร่

โปรโมตเนื้อหาเหล่านั้นด้วยวิธีการทำการตลาดในทุกๆ สื่อ ไม่ว่าจะเป็น Social media, Email Marketing, Paid Ads และช่องทางที่มีโอกาสและเป็นไปได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อมองหาฐานลูกค้าใหม่ๆ และรักษาลูกค้าเก่า ผู้ติดตามทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่าให้คงอยู่ไว้ให้ได้มากที่สุด

สรุป : การมีเนื้อหาคุณภาพโดยใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ นอกจากช่วยให้คุณจัดแจงเนื้อหา เตรียมเรื่องได้ดี ไม่ได้เพียงแค่ช่วยให้เว็บไซต์มีคุณภาพ แต่ยังช่วยสร้างคุณให้เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ส่งผลดีต่อทั้ง Google Algorithm และ User อีกด้วย

the white marketing

Adisorn Kaewchansilp (พี่หมีฮาร์ดเซลล์)

เจ้าของ The White Marketing / SEO Expert by พี่หมีฮาร์ดเซลล์ SEO เอเจนซี่เล็กๆ และครีเอทีฟโฆษณา รักการถ่ายภาพ รีวิวคาเฟ่ ชื่นชอบญี่ปุ่น 🇯🇵
the white marketing

Adisorn Kaewchansilp (พี่หมีฮาร์ดเซลล์)

เจ้าของ The White Marketing / SEO Expert by พี่หมีฮาร์ดเซลล์ SEO เอเจนซี่เล็กๆ และครีเอทีฟโฆษณา รักการถ่ายภาพ รีวิวคาเฟ่ ชื่นชอบญี่ปุ่น 🇯🇵