SEO analytics คืออะไร พื้นฐานการวัดผลที่มือใหม่ต้องรู้
การทำ SEO หลายคนมองว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์ก็ต้องทำ SEO เหมือนกินข้าวก็ต้องมีกับข้าว อะไรแบบนั้น ซึ่งก็ไม่ผิด แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดแบบนั้น อยากให้คุณลองเปิดโอกาสให้ตัวเอง แล้วอ่านเรื่องนี้ให้จบ เพราะผมกำลังจะบอกว่า นอกจากมีเว็บไซต์ และต้องทำ SEO แล้ว คุณยังจำเป็นต้องวัดผลด้วย SEO Analytics หว่านพืชย่อมเห็นผล การทำ SEO ก็เช่นเดียวกัน
ความสำเร็จของการทำ SEO คือการติดหน้าแรก?
บางคนบองว่าเป้าหมาย หรือความสำเร็จของการลงทุน ลงแรงทำนั้นจะต้องติดหน้าแรกเท่านั้น แน่นอนว่า ใครๆ ก็อยากติดครับ แต่ที่มากกว่านั้นคือ ความสำเร็จว่า คุณจะสร้างรายได้ ได้ลูกค้าจากเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ นั่นเป็นส่วนวัดผลที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จมากยิ่งกว่า ซึ่งความสำเร็จนั้นก็มาจากการวัดผล อย่างเช่น
ทีมงาน Netflix กล่าวไว้ว่า กว่าที่คุณจะได้ใช้บริการ Netflix เวอร์ชั่นปัจจุบัน คุณได้ผ่านการอัพเดตต่างๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาแล้วกว่า 68 ล้าน เวอร์ชั่น! ใครที่ไม่รู้ต้องบอกว่า Netflix เขาให้ความสำคัญกับการวัดผลและ research มากๆ (เขาประสบความสำเร็จจากการวัดผลนี่แหละ) เพื่อนๆ ที่สนใจลองไปดูที่ netflix research ข้อมูลแจ่มๆ เพียบ
นี่เป็นส่วนหนึ่งที่หากคุณทำการติดตั้ง tag และ GA (google analytics) ก็จะสามารถช่วยนำข้อมูล (data) เหล่านั้นมาปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ของคุณได้ทั้งนั้น และมันจะดีมากๆ ต่อผู้ใช้และธุรกิจของคุณเอง
SEO analytics คืออะไร?
SEO analytics ก็คือขั้นตอนหนึ่งในการประมวลผลข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนา ปรับปรุง SEO (search engine optimization) ให้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นการช่วยลำดับความสำคัญ ประมวลผลแคมเปญ และการเข้าถึงต่างๆ เพื่อให้การทำ SEO และเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
ทำไม SEO analytics ถึงสำคัญ?
ไม่ว่าคุณจะนักการตลาด นักวิเคราะห์ข้อมูล เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก อาจารย์ ฯลฯ ถ้าคุณมีเว็บไซต์เท่ากับว่าคุณมีชุดข้อมูลที่มีประโยชน์มหาศาล เพียงแต่ว่า คุณจะนำข้อมูลนั้นมาใช้อย่างไร ซึ่งการนำข้อมูลที่มีนั้นมาใช้ โดยการวางแผนกลยุทธ์ ปรับเปลี่ยน พัฒนาระบบ การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย และอื่นๆ จะเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด
ข้อมูลหลักๆ ที่ SEO analytics บอกเราได้มีดังนี้
- มีคนเข้าชมเว็บไซต์เรามากแค่ไหน
- เราจะเพิ่มยอดขายได้ยังไงบ้าง
- เขาอยู่ในเนื้อหาไหนมากที่สุด
- เขาชอบเนื้อหาเหล่านั้นหรือไม่
- เขามาจากช่องทางไหนบ้าง
- คู่แข่งกำลังทำอะไร
- เราจะสามารถสร้าง backlinks เพิ่มได้ด้วยวิธีไหนบ้าง
- เราใช้งบประมาณไปแล้วเท่าไหร่ ในการทำ SEO
เริ่มต้นเก็บข้อมูล SEO analytics ยังไงดี?
แต่ละธุรกิจมีข้อมูลที่แตกต่างกันไป ข้อมูลที่คุณมี ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าใจมากแค่ไหนและที่สำคัญยิ่งสามารถวิเคราะห์ออกมาได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้นำไปใช้กับการวางแผนกลยุทธ์ของธุรกิจคุณได้มากเท่านั้น
1. ขั้นแรก ลงมือวางแผนการทำงาน
การวางแผนการทำงาน ช่วยทำให้คุณไม่หลงทางและทำงานได้ตามเป้าหมาย มุ่งสู่จุดมุ่งหมายอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มต้นด้วยคำถาม และตามหาคำตอบนั้นมา และแน่นอนว่า เมื่อคุณมี “คำถาม” คุณก็จะรู้แล้วว่า คุณอยากจะได้คำตอบอะไร ข้อมูลไหนล่ะ ที่คุณต้องการเพื่อนำมาใช้
2. กำหนดค่าการเริ่มต้นเครื่องมือให้เหมาะสม
เมื่อรู้แล้วว่าข้อมูลอะไรที่เราต้องการและจะนำไปทำอะไร ก็มาถึงการกำหนดค่าเริ่มต้นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลเพื่อใช้วัดผล ซึ่งการเครื่องมือการวัดผลก็สามารถใช้เครื่องมือฟรีและเครื่องมือที่มีค่าใช้จ่ายได้ เช่น
Google Search Console (GSC)
โปรแกรมนี้จะแสดงข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ามีอะไรบ้างที่ปรากฎในผลการค้นหา google เราจะเห็นข้อมูลว่า ใครกันนะที่อยู่ในตำแหน่ง SERP (search engine results page) ข้อมูลที่จะแสดงผลว่าคอนเทนต์ไหน บทความไหนทำงานได้ดี สร้างประสบการณ์ให้กับผู้อ่านและได้ผู้ติดตามเพิ่มเติม หรือ นำไปสู่การได้ลูกค้าใหม่ๆ นั่นเอง อ่านวิธีติดตั้ง google search console
วิธีการตั้งค่าเครื่องมือ (อ่านที่ผมแปะไว้ให้ข้างบนก็ได้) หรือทำตามขั้นตอน ดังนี้
- ไปที่ Google Search Console
- เลือก Start now
- คลิกที่ดรอปดาวน์และเลือก Add property
- กรอก URL หรือ โดเมน ที่ต้องการดูข้อมูล
- กำหนดเงื่อนไข
Google Analytics
คุณจะเห็นชุดข้อมูลที่แสดงพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ใช้งานเว็บไซต์ ซึ่งเครื่องมือนี้จะบอกได้ว่าเว็บไซต์ไหนมีการเข้าถึงแบบออแกนิค เข้าไปแล้วมีปฏิสัมพันธ์อะไรบ้าง พวกเขาคลิกไปที่ไหน คลิกอะไร อ่านอะไร ดูอะไร และมีข้อมูลที่แสดงถึงจำนวนลูกค้าที่คุณได้รับ อ่านวิธีติดตั้ง google analytics
วิธีการตั้งค่าเครื่องมือ (อ่านที่แปะไว้ด้านบนก็ได้) หรือทำตามนี้
- ไปที่ analytics.google.com
- เลือก Start measuring
- ระบุชื่อบัญชี แล้วเลือก next
- ระบุชื่อพรอพเพอร์ตี้ และเลือก next
- เลือก Show advanced options
- ไปที่ตัวเลือก Crate a University Analytics property (มันจะมีให้เลือก GA4 ด้วยนะ)
- ระบุเว็บไซต์ แล้วเลือก next
- เลือก Create
- เพิ่ม GA tag เข้าไปที่ Header ของเว็บไซต์เรา
Ahrefs.com
Ahref เป็นโปรแกรม SEO Tool ที่มีค่าใช้จ่ายและสามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ดังนี้
การตั้งค่าเครื่องมือ Ahref
- ไปที่ app.Ahrefs.com
- เลือก + New Project
- Import ข้อมูลจาก google search console (GSC) หรือใส่โค้ดเองก็ได้ครับ
- กำหนดขอบเขตที่ต้องการ
- ยืนยันความเป็นเจ้าของ
- ตั้งค่าการตรวจสอบ
- ระบุ keyword ที่ต้องการดูข้อมูล
- เพิ่มคู่แข่งที่ต้องการประมวลผล
ลองอ่านวิธีใช้ Ahrefs SEO Toolbar (ใช้ฟรี)
3. การตั้งค่ากระดานรายงานผล (Dashboard)
มาถึงตอนนี้จะเป็นการกำหนดหน้าตาข้อมูลการรายงานผลเพื่อให้คุณเข้าใจได้ง่าย และได้เห็นข้อมูลที่ต้องการอย่างชัดเจน ซึ่งอันที่จริงเครื่องมือต่างๆ ก็มีข้อมูลเหล่านี้มาให้อยู่แล้ว เพียงแค่คุณตั้งค่า กำหนดว่าอะไรบ้างที่คุณอยากจะเห็น เช่น
- อยากเห็นจำนวนรายงานจำนวน Backlinks เพื่อที่อยากรู้ว่า มีใครบ้างนะที่เชื่อมข้อมูลมาหาคุณ ใครส่งคุณค่ามาให้เว็บไซต์คุณบ้าง
- ปริมาณ Internal link / external link มีจำนวนเท่าไหร่ มี links ที่เสียหรือไม่มีเป้าหมายหรือไม่ การแสดงผลเป็นอย่างไร
- รายงานผลหน้าหลัก ควรจะแสดงข้อมูลอย่างครอบคลุมใน google search console (GSC) ในส่วนนี้จะเป็นการรายงานผลว่าเว็บไซค์ของคุณสมบูรณ์หรือไม่
- รายงานปริมาณ Oganic Traffic, Engagement, Duration Page Time, เป็นต้น
ทั้งหมดนี้จะเห็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้คุณวิเคราห์และนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหา และ การทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพบว่าส่วนไหนมีปัญหา ก็สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโปรแกรมที่เราอยากแนะนำให้คุณได้ทดลองใช้ นั่นก็คือ google data studio
วิธีการตั้งค่าเครื่องมือ google data studio
- ไปที่ https://datastudio.google.com
- เลือก template gallery
- เลือกชุดข้อมูลจากหมวดหมู่ที่ต้องการแสดงผล
- เลือกรูปแบบการรายงานผลที่ต้องการ
- อย่าลืมตรวจสอบดูว่ารายงานผลที่เลือกนั้น เป็นข้อมูลที่คุณต้องการหรือไม่
- เลือก use template
- เพิ่ม New Data Source
- เลือก copy report
เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รายงานผลตามข้อมูลที่เชื่อมต่อและสามารถวิเคราะห์เป็นกราฟ ตารางชุดข้อมูลแบบง่ายและรวดเร็ว และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากผลที่แสดงได้เลย
4. ตรวจสอบข้อมูล
เป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าการทำอะไรก็แล้วแต่เมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้ว เราก็จำเป็นต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าเป็นข้อมูลที่เราต้องการจริงๆ แล้วหรือยัง ผลที่แสดงออกมานั้นแสดงผลจากการทำงานของเราเป็นไปในทิศทางใด ทีนี้เราก็เพียงแค่นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และรายงาน หรือแก้ปัญหาได้อย่างตรงเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น
พร้อมเริ่มต้นเก็บข้อมูล SEO analytics แล้วหรือยัง
หากเริ่มต้นได้ดี ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้สวย รวมทั้งการเริ่มต้นการประมวลผลด้วย google analytics ด้วยเช่นเดียวกัน หากมีนำข้อมูลที่ได้มาปรับแต่ง แก้ไขและพัฒนา ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มประสบการณ์ให้ผู้ใช้งาน หรือกลุ่มเป้าหมายของเรามากยิ่งขึ้น
เราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่ากลุ่มเป้าหมายเขาชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาของเรา รวมทั้งเขาใช้เวลาอยู่กับเนื้อหาไหนมากที่สุด อย่างข้อมูลนี้เราก็สามารถวัดผลได้ด้วย Average engagement time ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะแสดงเวลาเฉลี่ยที่มีผู้ใช้งานมีส่วนร่วม การตั้งค่าก็ทำได้ง่ายๆ ดังนี้
- ไปที่ google analytics 4 (GA4)
- เลือก Engagement และ Pages and Screens
- เลือก all users
- เปลี่ยนเงื่อนไขเป็น First User Medium
- เปลี่ยนเงื่อนไขเป็น Organic
- เลือกการแสดงข้อมูลเป็น โดย Average engagemnent time จากมากไปหาน้อย
ต้องบอกไว้ก่อนว่า ข้อมูลเหล่านี้อย่าไปยึดติดมากนัก เพราะบางทีการที่เราเห็นข้อมูลว่า เนื้อหานี้มีคนอ่านใช้เวลานานมากที่สุด เป็นข้อมูลที่ดี จริงๆ แล้วอาจเพราะเป็นเรื่องที่เขากำลังสนใจแต่มีความยาว ขณะนี้บางทีบทความเนื้อหาอื่นๆ อาจจะดีกว่า แต่มันสั้นเท่านั้น จึงไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าบทความนั้นไม่ดี ซึ่งข้อมูลนี้คุณควรจะรู้ดีมากที่สุด หากเป็นคนสร้างเนื้อหา ควรระวังในการวิเคราะห์ และไม่ควรใช้กับกลุ่มผู้ใช้ที่มีปริมาณน้อยเกินไป เพราะอาจได้ผลลัพธ์ไม่ดีพอ
สรุป : การทำ SEO เพื่อให้ติดหน้าแรกเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการตั้งเป้าประสงค์ (Objective) ในการวัดผลลัพธ์ เพื่อหาข้อมูลที่นำไปสู่การวิเคราะห์ว่าการทำ SEO บนเว็บไซต์คุณนั้น ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และปรับปรุงได้อย่างไรบ้าง ด้วยการทำ SEO Analytics ครับ

Adisorn Kaewchansilp (พี่หมีฮาร์ดเซลล์)

