สมดุลชีวิตการทำงานคืออะไร ที่เป็นอยู่ใช่ Work-Life Balance แล้วหรือยัง

work life balance คืออะไร

เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายชีวิตกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะการใช้ชีวิต กิน อยู่ ท่องเที่ยว หรือการทำงาน บทความนี้จึงว่าด้วยเรื่องของการทำงานล้วนๆ แบบไม่มีอคติต่อคำพูดที่เขาพูดกันว่า Work-Life Balance มันคือที่สุดของชีวิตการทำงาน แต่ก็มีคำถามในหัวขึ้นมาว่ามันดีจริงเหรอ การรักษาสมดุลระหว่างชีวิต ไลฟ์สไตล์ และการทำงานเนี่ยนะ แล้วมันเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน พี่หมีก็จะมาย่อยให้อ่านกันในบทความนี้

Work-life Balance คือเทรนด์

Work-Life Balance ผมขอเหมาว่ามันคือเทรนด์การใช้ชีวิตในปัจจุบันก็แล้วกัน เพราะมันคือแนวทางการใช้ชีวิตของคนรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ แม้คำๆ นี้ จะถูกพูดถึงมาเป็นเวลานานแล้วก็ตามแต่ การทำงานในสมัยอดีตนั้นก็แทบจะไม่สามารถมีปัจจัยที่เอื้อต่อการกระทำแบบนี้ได้สักเท่าไรนัก (จากบริบทที่แตกต่าง) ซึ่งปัจจุบันและอดีตแนวโน้มของการทำงานแบบสมดุล (Work-life balance) ก็ยิ่งทวีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยจูงใจให้หนุ่มสาวไฟแรงทั้งหลาย รักและกล้าที่จะทำงานแบบรักษาสมดุลชีวิต

ค่านิยมของ Work-Life Balance

อธิบายไปข้างต้นแล้วว่าเจ้าคำนี้ คือ การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน จุดประสงค์เพื่อลดผลกระทบจากการทำงานที่หนักมากเกินไปไม่ว่าจะจากชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไปสำหรับบางคน หรือจำนวนงานที่ต้องแบกรับภาระที่มากไป ซึ่งอาจตรงข้ามกับวัฒนธรรมอีกหลายชาติ ก็จะเน้นทำงานหนัก เช่น จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น

รูปแบบของการทำงานแบบสมดุล จึงให้คุณค่ากับการที่ว่า “คุณไม่จำเป็นต้องเอาเวลาทั้งชีวิต ทุ่มเทกับการทำงานหนักมากไป” คุณสามารถแบ่งเวลาเอาไปใช้สำหรับส่วนตัวได้เช่นกัน ไม่ว่าจะพักผ่อน ท่องเที่ยว ดูแลสุขภาพ ให้กับครอบครัวคนที่คุณรัก หรือแม้แต่ทำงานอดิเรกอะไรที่คุณชื่นชอบไปด้วยได้

5 สัญญานที่บอกว่าคุณกำลังทำงานหนักเกินไป

แน่นอนว่าก็จะต้องมีหลายคนที่ถกเถียงกันว่า ชั้นต้องทำงานหนัก เพราะเงินเดือนมันน้อยเกินไป หรือในมุมของหัวหน้าที่มองว่าหลายคนทำงานไม่คุ้มค่ากับเงินเดือน เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการทำงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่เราก็ไม่ควรใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน เพราะการทำงานหนักแม้จะส่งผลดีกับผลงาน การประเมิน แต่อาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพได้ เช่น

1. ความเครียดสะสมที่มากขึ้น

การเกิดความเครียดสะสม ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง เนื่องจากฮอร์โมนความเครียดที่สะสมเป็นตัวก่อโรคเบื้องต้นไปถึงโรคร้ายแรงได้ ทั้งความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และยังมีผลวิจัยเรื่องความเครียดที่ส่งผลต่ออัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

2. กังวลและรู้สึกว่างานเสร็จไม่ทันตลอดเวลา

การมีงานค้างสะสมมากกมาย ไม่ว่าจะคิวงานเก่าหรือใหม่ จัดคิวยังไงก็ไม่เคยจะมีเวลาพอที่จะทำ งานด่วนแทรกเจ้านายให้ช่วยพันละวัน ทำให้ตารางชีวิตไม่สมดุล แต่นั่นก็เป็นไปได้ว่าสาเหตุเกิดจากการแบ่งเวลาในแต่ละงานไม่ลงตัว ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของงาน ยาก-ง่าย อย่างมีระบบเพียงพอ วิธีการจัดการกับงาน

3. เบื่องาน ไม่อยากทำงาน

เมื่อคุณรู้สึกว่าแรงบันดาลใจในการทำงาน หรือ Passion ของการทำงานนั้นๆ มันเริ่มหมดลงไม่อยากทำแล้ว อาจเกิดจากการทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนน้อย นอนไม่พอในแต่ละวันจนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง รู้สึกอ่อนล้า ส่งผลนานเข้าจะยิ่งทำให้หมดกำลังใจ ท้อใจกับการทำงานนั้นๆ จนเข้าสู่สภาวะหมดไฟ (Burnout Syndromes) ในที่สุดได้ ควรระวังเอาไว้ด้วยนะ

4. คิดว่าตัวเองดีไม่พอ เก่งไม่พอ (impostor syndromes)

ความกังวลว่าจะทำงานที่ได้รับมอบหมายมาไม่ดีเท่าที่ควร ก็จะตามมาเป็นระรอก จนรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ ไม่คู่ควรกับงานเหล่านั้นจนบั่นทอนจิตใจตนเอง เพื่อให้งานสำเร็จและดีที่สุด ทำให้หมกมุ่นกับการทำงานมากเกินไปจนขาดความสมดุลของชีวิตไปในที่สุดได้

5. ไม่มีเวลาคุยกับตัวเอง หรือดูแลตัวเอง

การทุ่มเทใช้เวลามากมายไปกับงาน จนคนรอบข้างเห็นได้ชัดเจนว่าเรา “ไม่มีเวลา” สำหรับพวกเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว แฟน คนรัก หรือแม้แต่ตนเอง ไปดูแลร่างกาย ผ่อนคลายหรือทำงานอดิเรกที่ชอบ ไม่มีเวลาออกไปเที่ยวมองโลกภายนอก อาจส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่คิด จากงานวิจัยพบว่าคนที่ทำงาน ไม่ดูแลตัวเองมักจะทานอาหารที่ค่อนข้างแย่ เช่น ฟาสต์ฟู้ด Junk food บางคนทำงานจนลืมทานข้าว ดื่มน้ำ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียขาดสารอาหาร และในบางรายพบโรคร้ายแรงตามมาอีกมากมาย

สิ่งเหล่านี้สังเกตได้ง่ายมากเพียงแค่คุณพัก หรือหยุดทำงานชั่วครู่ และให้เวลาคุยกับตัวเองมากขึ้น พิจารณาสิ่งที่อยู่รอบๆ แล้วคุณจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามารบกวนชีวิตคุณมากแค่ไหน หนักหนาบ้างหรือเปล่า

เคล็ดลับการสร้าง Work-Life Balance ให้ตัวคุณ

  • กำหนดการณ์มีความชัดเจน – ระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว มันหมายถึงการที่คุณจะทุ่มเทกับงานให้เต็มที่ในเวลางาน ตัวอย่างเช่น จะทำงาน 6 ชั่วโมงต่อวัน และจะพักเบรค 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเวลาที่เหลือจะนำไปทำอะไรให้เราวางแผนไว้เป็นการเริ่มต้นตัวเองใหม่
  • ให้เวลากับตัวเอง – หยุดทำงาน อย่านำงานกลับมาทำที่บ้าน และเมื่อถึงเวลาที่เป็นส่วนตัวของตัวเอง พักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ว่าคุณจะไปทำกิจกรรมใดๆ ต้องบังคับตัวเอง ห้ามคุยงานกับคนอื่นๆ เพื่อนร่วมงานหรือแม้แต่กับหัวหน้า นอกเวลางาน “จงเข้มแข็งไว้”
  • จัดลำดับความสำคัญ – การเรียงลำดับความสำคัญจะนำมาสู่ Work Hard > Work Smart ได้ง่ายๆ แต่ต้องนึกถึงสกิลของตนเองด้วยว่า เราจะทำงานด้วยวิธีการใด วิธีไหนแก้ปัญหา จัดการกับเนื้องานได้รวดเร็วและง่ายมากที่สุดและงานออกมาสมบูรณ์แบบ การเคลียร์งานจากรูปแบบงานที่ ง่ายที่สุด > งานที่ยากที่สุด จะช่วยลดเวลาการทำงานได้มาก
  • เรียนรู้ – ที่จะเอาตัวรอด เมื่อมีคนที่กล้าขอให้เราทำงาน ช่วยเหลือในบางงาน เราต้องประเมินความสามารถตัวเองในการจัดการด้วยเช่นกันว่าสามารถทำได้ในเวลาที่เหลือไหม เราจำเป็นต้องกล้าปฏิเสธงานที่ไม่สามารถช่วยได้ทัน คิวงานไม่ทัน หรือถ้าไม่ช่วยจะมีความผิดหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรารอดจากสภาวะทั้งความเครียดจากงานล้นมือ และจากเวลาที่หายไปได้เช่นกัน

เหตุผลที่ Work-Life Balance สำหรับบางคนกลับ “ไม่เวิร์ค”

เนื้อหาในส่วนนี้ อาจจะทั้งถูกใจ​ โดนใจและขัดใจขัดคอ กับทฤษฏีที่ขัดแย้งกับคำว่า Work-Life Balance คือ Work Hard เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน จะย่อยให้เข้าใจต้นเหตุแห่งปัญหาของคำๆ นี้ ว่าแท้จริงคนแต่ละกลุ่ม สามารถ Work Hard > Work Smart นำไปสู่การสร้าง Work-Life Balance ในแบบที่เป็นตัวเองได้ดีที่สุดยังไงได้บ้าง

ทีม SEO Specialist
ถ้าพูดถึง Work-Life balance
ผมว่าสิ่งที่ควรพูดคือ…
ชั่วโมงทำงาน Man-hour ต่างหาก
the white marketing

Adisorn Kaewchansilp (พี่หมีฮาร์ดเซลล์)

เจ้าของ The White Marketing / SEO Expert by พี่หมีฮาร์ดเซลล์ SEO เอเจนซี่เล็กๆ และครีเอทีฟโฆษณา รักการถ่ายภาพ รีวิวคาเฟ่ ชื่นชอบญี่ปุ่น 🇯🇵
the white marketing

Adisorn Kaewchansilp (พี่หมีฮาร์ดเซลล์)

เจ้าของ The White Marketing / SEO Expert by พี่หมีฮาร์ดเซลล์ SEO เอเจนซี่เล็กๆ และครีเอทีฟโฆษณา รักการถ่ายภาพ รีวิวคาเฟ่ ชื่นชอบญี่ปุ่น 🇯🇵